เรื่องเล่าไม่มีชื่อ บทที่ 9 : ประตูแม่น้ำ

Posted in tales of tropical malady on เมษายน 16, 2008 by shuman

บทที่ 9 ประตูแม่น้ำ

 

ผงฝุ่นในสายลมนั้นมาจากที่ใด มันคือเศษเสี้ยวอันสึกกร่อนของตึกเก่าแก่โบราณที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อหกสิบปีที่แล้ว หรือผงฝุ่นจากผิวหนังมนุษย์ที่เพิ่งตายลงและลอกล่อนออกมาสองวินาทีก่อน   หรือมันคือฝุ่นจากแผ่นดินที่มีมาอยู่ตั้งแต่ก่อนที่ที่ไดโนเสาร์จะเน่าเปื่อย ผุพังอยูในมัน  ผงฝุ่นประจุชิ้นส่วนของอดีตและอนาคต ล่องลอยไปในเมืองฮอยอันอันเงียบเศร้า  นาโอะ เดินตามเจ้าของบ้านที่เปิดประตูเชื้อเชิญคนแปลกหน้ามาชมบ้านเก่า เพียงซื้อตั๋วราคาไม่แพงก็เลือกได้ ว่าจะเข้าบ้านไหน พิพิธภัณฑ์ใด  ฮอยอันในฤดูร้อนเรื่อเรืองด้วยสีเหลืองของผนังปูน  นาโอะเดินตามเจ้าของบ้าน ผ่านทะลุลานตรงกลางบ้านเข้าไปส่วนหลัง ที่นั้น ประตูเปิดออกสู่แม่น้ำ  เจ้าบ้านเล่าให้ฟังว่า ในฤดูน้ำหลากน้ำจากแม่น้ำทูโบนจะเอ่อท้นล้นทะลักไหลท่วมตัวบ้านจนเจิ่งนอง เป็นเช่นนี้มานานนับนาน  นางชี้ให้ดูรอยคราบของน้ำจากฤดูที่แล้ว  เขาเหม่อมองแม่น้ำ ประหนึ่งแม่น้ำทูโบนจะเอ่อล้นทะลัก มันคือการท่วมท้นของแม่น้ำอันงดงาม  ภัยธรรมชาติ อันพิลาศพิไล นาโอะ ยืนอยู่ตรงปากประตูแม่น้ำเชื่อมั่นว่ามันจะเปิดไปสู่ที่อื่น  ไปสู่ทะเลสาบสงขลา ที่เรียงรายไปด้วยเรือบรรทุกสินค่า คนงานพม่าเพิ่งอาบน้ำใหม่เดินลับไปในบ้านประตูสีน้ำตาลที่แขวนริ้วพลาสติกสีเงินสีทองวูบวาบหม่นซีดด้วยแสงแดด บานประตูหับลงและอากาศร้อนอันมืดทึบของยามบ่ายคุดำกฤษณาจะโชนแสงหม่น   เราผู้ไร้เพศ และ เธอผู้ไร้ถ้อยคำ เขาผู้ไร้ชาติ  กลางแสงแดด ที่ลอดตรงหัวมุมถนนนางงาม ตัดออกสู่ตรอกข้าวสารอันจอแจเธอเดินไปอย่างเงียบเชียบ  เสียงทุกเสียงจะถูกเธอดูดซับไว้เปลี่ยนรูปเป็นท่วงทำนองที่เคาะลงบนอกเธอบังเกิดเสียงเพลงไม่รู้จบ  เธอกำลังไปทำงาน หมายจะเอาหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับคนญี่ปุ่นผู้สูญเสียคนรักไปคืนเจ้าของร้าน เธออ่านมันเมื่อคืนนี้และรู้สึกเศร้าสร้อย ผูกพันกับคนหนุ่มนั้นเสียเหลือเกิน   หากมันก็จบลงอย่างว่างเปล่าเคว้งคว้างราวกับคนเขียนตายลงก่อนจะเขียนมันเสร็จ ไม่ก็หมดความสนใจในชีวิตของชายผู้นั้นอีกต่อไป หนังสือเล่มนั้นถูกขีดเขียนไว้จนเต็มหน้าด้วยภาษาไทย เธออ่านมันและรู้สึกผูกพันกับเจ้าของหนังสือที่เขียนว่าได้หนังสือเล่มนี้จากร้านหนังสือเก่าในเสียมเรียบไม่น่าเชื่อว่าจะมีหนังสือภาษาไทย อยู่ที่นี่ราวกับบางคนที่ไม่รู้จักนำมาวางไว้รอเขา   เธอคิดถึงเขาว่าจะเป็นคนแบบไหนหน้าตาอย่างไร   แล้วสถานที่ที่ปั๊มตรายางว่าร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑ เป็นสถานที่แบบไหน ซุ้มประตูโค้งอันเป็นสัญลักษณ์ นั้นคือสถานที่ใด มันคือที่ที่เงียบสงบหรือไม่ เงียบสงบราวประภาคารโดดเดี่ยวในค่ำคืนที่มืดมิด ที่ที่มีเพียงชายคนหนึ่งอุ้มแมว เก็บหนังเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่มีสองชีวิต หนังโปเลนด์ที่เล่าเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งวันที่เธอตาย ชีวิตอีกด้านหนึ่งในรูปของผู้หญิงอีกคนฟื้นตื่นขึ้น ผู้หญิงที่เป็นครึ่งที่หายไปของเขาอาจดำรงคงอยู่ ในบ้านเงียบสักแห่งริมทะเลสาบสงขลา ขับรถกลับจากทำงานเหนื่อยล้ามานอนนิ่งฟังเพลงของ NICK DRAKE ชายหนุ่มผมยาวผู้ตายก่อนวัยอันควร เพลงที่เธอเหมือนคุ้นเคยทั้งที่เพิ่งได้ยินเพียงครั้งแรก เธอเปิดประตูหลังบ้านออกไป ที่ที่เชื่อมต่อกับทะเลสาบสงขลา เชื่อมต่อกับแม่น้ำ  นาโอะเพ่งมองแม่น้ำเป็นครั้งสุดท้าย   เขากำลังเดินทางกลับ  กลับจากฮอยอัน กลับจากความฝัน ของแม่น้ำยามเช้าที่มีสายหมอก กลายร่างเป็นหญิงสาว นาโอะเห็นสิ่งนั้นจากเกสต์เฮาส์ที่ฉาบสีฟ้า และมันอาจอยู่ในภาพของใครสักคนหนังสือของใครสักเล่ม หรือในผงฝุ่นจากสักสถานที่

 

เรื่องเล่าไม่มีชื่อ บทที่ 8 : เพลงไม่มีทำนอง

Posted in tales of tropical malady on เมษายน 16, 2008 by shuman

บทที่ 8 เพลงไม่มีทำนอง

 

คืนนั้นเธอออกจากร้านมาโดยไม่ได้กล่าวกระไรกับชายที่เธอเดินทางไกลมาเพื่อพบ เธอรวบรวมความกล้า เข้าพักในโรงแรมเก่าแก่ กลางเมือง ราคามันถูกพอที่เธอจะจ่ายได้ เธอนอนไม่หลับเลยตลอดคืน ตื่นอยู่ในความหวาดผวา จากเรื่องสยองขวัญที่เธอจินตนาการเอาเอง ถ้าเธอโดนผีหลอก เธอจะไม่สามารถเรียกให้ใครช่วยได้เลย การเป็นใบ้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลก  มีคำมากมายวิ่งพล่านในหัวสมอง แต่ไม่สามารถจะกล่าวออกมาได้  บางครั้งราวกับร่างกายของเธอจะปริแตก เพื่อให้ถ้อยคำอันไม่ปะติดปะต่อ ไม่ชัดเจน ไม่มีความหมายหลั่งไหลออกมา แต่บางครั้งความอับจนถ้อยคำทำให้ร่างกายเธอเหมือนลูกโป่งพองลม ไม่ว่าจะเขย่ายังไงก็ไม่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งของข้อความที่กระทบกัน เธอเป็นใบ้ ไม่ใช่เรื่องทางร่างกายแต่เป็นเรื่องทางจิตวิญญาณ  

เธอตื่นในตอนเที่ยงวัน หลังจากข่มตาลงตอนค่อนรุ่ง ผีที่ไม่มีชื่อเรียกในหัวเธอเหนื่อยล้าจนลาจากไป กระจกกลายเป็นกระจกไม่ใช่ประตูสู่โลกวิญญาณ และห้อง เก่าไม่ได้มีคนตายมาก่อนเป็นเพียงฝาผนังปูนธรรมดา   หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เธอลงมือเขียนจดหมายถึงเขา ฉีกกระดาษใบหนึ่งจกสมุดบันทึก เรียบเรียงถ้อยคำที่กระจัดกระจายในร่างที่พองลมของเธอ

 

หากในจดหมายมีเพียงถ้อยคำ  ”  ฉันคือเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก ฉันพูดไม่ได้ ยินดีที่ได้รู้จัก ”

 

เธอเดินผ่านร้านหนังสือมือสองเพื่อไปร้านหนังสือของเขา ในนั้นชั้นหนังสือเรียงราย  เจ้าของร้านเป็นคนญี่ปุ่น เหมือนกับคนรักของเจ้านายเธอ เขานั่งบนโต๊ะกว้างด้านหน้าของร้านคัดแยกหนังสือเก่าที่กองเต็มพื้น  ภาษาที่เธอไม่รู้จัก คำที่เธอไม่รู้จัก กระจายเกลื่อนกล่นในอากาศของร้านนั้น มันดึงดูดเธอเข้าไปหา และทำให้เธอครุ่นคิดว่ามีอักขระมากมายแค่ไหนในโลกนี้ที่รวมกันเป็นถ้อยคำ  แล้วมันสื่อความหมายแตกต่างกันเพียงใด  แล้วที่จริงมันมีความหมายจริงๆ หรือมันสร้างความหมายใหม่ขึ้นมา เช่นเดียวกับที่เธอหาถ้อยคำมาบรรจุลงในจดหมายไม่ได้  เธอเดินไล่สายตาไปตามชั้นหนังสือ มองหนังสือเหล่านั้นเป็นเหมือนภาพรวมของบรรดาถ้อยคำที่เพียงถูกนำไปจัดเรียงในหน้ากระดาษ ถ้อยคำของเธอ ที่อาจไม่ได้มีอยู่และกล่าวออกมาไม่ได้  ไม่ได้กล่าวออกมา ไม่ได้กระทั่งได้รับการอ่าน เพราะที่ร้านของเขา   ประตูเหล็กถูกดึงปิดและคล้องกุญแจแน่นหนา ป้ายกระดาษเขียนลวกๆว่าปิดร้านสามวัน  เธอได้แต่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ถ้อยคำเรียบง่ายชัดเจนไม่ประสงค์สื่อสารความรู้สึก กลับแหลมคมและทำลายได้ดียิ่ง

เธอยืนนิ่งและยังไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต แดดบ่ายแผดแสงแสบผิว   เธอรู้สึกเบาหวิว  ราวกับจะเป็นลมล้มพับไป โอกาสของเธอเลือนดับลับหายสาบสูญชั่วนิรันดร์   เธอมาถึง และทำมันสูญหาย   เหมือนถ้อยคำที่หายหกตกหล่นไประหว่างการมีชีวิตอันเงียบเชียบของเธอ

มนุษย์เป็นเพียงโกดังอันว่างเปล่าของการกักเก็บถ้อยคำ สรรพสิ่งนั้นมีอยู่มาก่อน แต่เมื่อมันถูกเรียกขานมันจึงมีความหมาย   กระทั่งความหมายอันง่ายดายที่สุดก็ล้วนถูกสร้างขึ้นจากถ้อยคำ ในระดับปฐมจึงเป็นถ้อยคำต่างหากที่ประจุชีวิตให้แก่เรา    แต่เธอไม่แน่ใจในถ้อยคำ แน่ล่ะ   เธอพึ่งพามันผ่านการพูดน้อยมาก แต่ถ้อยคำมีอยู่ในทุกที่  เธอรู้สึกมันเหมือนโจรร้ายที่เฝ้ารอเงียบเชียบเพื่อขโมยความหมายของสิ่งนั้น   เมื่อเราพูดออกมา  เขียนมันขึ้นมา  หรือกระทั่งคิดเรียกขานมันออกมา   มันจะอยู่ตรงนั้นและขโมยความหมายที่แท้จริงไป สีแดงไม่ได้เป็นสีแดงอีก มันสูญไปพร้อมกับการเอื้อนเอ่ยคำ สีแดงหรือการคิดมันขึ้นมา ถ้อยคำคือเงินตราแลกเปลี่ยนสำหรับแทนค่าสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง  ในวินาทีนั้นเธอถึงกับอับจนไปสิ้น เมื่อครุ่นคิดได้ว่า ที่แท้การสื่อสารไม่เคยเกิดขึ้นมีเพียงการแลกเปลี่ยนถ้อยคำกับความเข้าใจพื้นๆโง่ๆ ไม่มีทางที่จะมีใครสักคนแสดงความรู้สึกผ่านถ้อยคำได้จริงๆ  การสื่อสารของเราทุกคนที่แท้ล้วนง่อยเปลี้ยเสียขาทั้งสิ้น

พริบตานั้นเธอรู้สึกราวกับต้องเปล่งเสียงบางอย่างออกมา เสียงอ้อแอ้เหมือนเด็กๆหัดพูที่ไม่รู้ว่าจะกล่าวกระไร ก้อนของเสียงตึงแน่นในลำคอ เธออาจ อยากสะอื้นให้ หรือหัวเราะร่า  เสียงที่เขียนออกมาเป็นตัวอักษรไม่ได้ สื่อสารความรู้สึกอย่างรุนแรงที่สุด   โดยปกติเธอไม่นิยมส่งเสียงใดๆโดยไม่จำเป็น เพราะทุกคนจะรู้ทันทีที่เธอเอ่ยถ้อยคำว่าเธอเป็นใบ้ มาถึงแล้วเวลาที่ร่างกายเธอกำลังจะปริแตก เสียง และคำ พลุ่งพล่านอยู่ในเส้นเลือดของเธอ กระตุ้นเร้าและบีบหัวใจเธอ

 

ตอนนั้นเอง เธอร้องเพลง

 

ที่เขาเฝ้าติดตามไปคือเสียงเพลง  สถานที่ทุกแห่งนั้นเลือนเข้าหากัน เหมือนกับความทรงจำ  เขาอาจจำอาคารหลังหนึ่งในสถานที่หนึ่งสับกับอีกอาคารในอีกสถานที่หนึ่ง  ความทรงจำ เป็นอาณาเขตเฉพาะที่เวลาไม่สามารถเข้าไปถึง เมื่อเหตุการณ์ผ่านเข้ามา มันจะร่วงลงไปราวกับเข็มเล่มหนึ่งตกลงสู่ก้นทะเล  จนเมื่อมันถูกเขย่าทุกตะกอนเหตุการณ์จะลอยฟ่องขึ้นพร้อมกันโดยไม่ลำดับเวลาหรือลำดับความพิเศษอีกต่อไป มาถึงตอนนี้เขาบอกไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ในอดีตหรือปัจจุบัน สถานที่ที่เขากำลังท่องไปไม่รู้จบคือสถานที่จริงๆ หรือความละเมอเพ้อพกอันเปล่าดาย  เขากำลังยืนอยู่ในสวนสาธารณะ เพ่งมองแม่น้ำเจ้าพระยาที่จอแจด้วยเรือข้ามฟาก ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงเพลง กวนตะกอนขุ่นข้นของความทรงจำเขาขึ้นมา มันน่าจะดังอยู่ในสวนนี้เอง เขาจึงออกเดินตามหา ที่มาของเสียง

เขาไม่รู้จักเพลงนั้น แต่เขาจำมันได้ ราวกับว่ามันฝังอยู่ในหัวเขา สัมผัสที่อบอุ่นของแสงแดดบ่าย และสีเทาราวเถ้าธุลีหรือสายหมอก เขาออกเดินเหมือนคนละเมอเพ้อพก  ราวกับต้องมนต์สะกดของนางปีศาจ เข้ามาจากสวนสาธารณะเดินไปตามถนนตึกเก่า ร้านกินดื่มยามค่ำคืนยังไม่เปิด มีเพียงบานพับไม้ปิดทับเอาไว้เขาเดินผ่านมัน เลี้ยวลงตรอกเล็ก เพลงนั้นทำให้เขาคิดถึงเธอ เพลงที่ประจุในipod ของเธอ คนหนุ่มที่ตายด้วยการกินยานอนหลับเกินขนาด คนที่เขากอดไว้ไม่แน่นพอ ตรอกเล็กที่ทอดตัวไปยังทะเลสาบสงขลา หรือทอดออกกลางถนนถลาง ทอดลงจากแม่น้ำเจ้าพระยา ทอดเชื่อมสวนสาธารณะแห่งเมืองนารา ตะกอนนั้นขุ่นคลั่กเขาคิดว่าการเดินทางเหนื่อยล้ายาวนานคงสิ้นสุด ทันทีที่เขาเลี้ยวลับมุมตึก ถ้าเขาเจอเธออีก เขาจะกอดเธอไว้ให้แน่นจนไม่ว่าพระเจ้าองค์ไหนก็พรากเธอไปไม่ได้

 

แต่เขาเป็นนักเดินทาง เธอเป็นคนหลงทาง ทั้งเขาและเธอต่างถูกสาป จะไปไกลสักกี่สถานที่ก็ไม่อาจเยียวยาจิตใจอันบอบช้ำนั้นได้  เขาและเธอคือเสื้อยืดบนแผงขายเสื้อแห่งวัฒนธรรมเฉพาะ ที่ที่เสื้อลายเหมาเจ๋อตุงอยู่ทางขวา และลายแมคโดนัลด์อยู่ทางซ้าย สถานที่เดียวที่ทุนนิยมพบสังคมนิยม ภราดรภาพบังเกิด แต่จงอย่าลืมมันเป็นเพียงเสื้อ เป็นเพียงสินค้าแห่งการผลิตซ้ำ  เสียงเพลงที่เธอพลันร้องได้ หรือความทรงจำที่เขาพลันมีขึ้น ล้วนจอมปลอม และถูกสร้างขึ้นเพื่อปลอบประโลมจิตใจอันแหว่งวิ่น  อาณาเขตตึกเก่าไม่ได้อยู่เหนือกาลเวลา มันผ่านเลยไปแล้วและถูกแช่แข็งไว้สำหรับตอบรับวัฒนธรรมใหม่แห่งการเสพสมกับอดีตกาล  การเดินทางนับนิรันดร์มีค่าไม่ต่างกัน ความทรงจำไม่พิเศษ ถูกทำให้พิเศษคนเงียบใบ้สื่อสารได้ เจ้าสาวสายหมอกฟื้นคนชีวิตทั้งที่ไม่เคยอยู่มาก่อน เรื่องราวโรแมนติกชวนฝัน  นับแต่เขาออกเดินทางเขาสร้างโลกหนี่งใบขึ้นมาใหม่โดยหยิบชิ้นส่วนสวยงามจากภูมิทัศน์แปลกตาของดินแดนอื่นมารวมเข้ากับความคิดอุดมคติ    ความตื่นเต้นของการเดินทางผจญภัยและความสะดวกสบายที่แผ่นดินอื่นขูดเลือดเนื้อมาเจือจุนให้เขารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน    ที่นั่น   เขาสร้างโลกเฉพาะอันงามหรูเพื่อหลอกตาตัวเองว่าเขาค้นพบสิ่งที่ตามหา แต่ไม่มีอะไรเลย มีแต่การเดินทางซ้ำๆ การทำเท่ซ้ำๆ ความฝันโรแมนติกที่บางเบาราวกับฉายหนังรักไปบนอากาศ ที่ไม่มีฉากหลัง

เขาพบเธอที่หัวมุมถนน เพลงไม่มีทำนองสะดุดหยุดลงตรงนั้น  เธอสวมกระโปรงติดกันสีฟ้า ที่แปลร่วมในภาษาอังกฤษว่าความเศร้า    และเขาสวมเสื้อยืดสีฟ้ากางเกงยีนสีขี้เถ้า บางสถานที่ในความทรงจำ ที่ไม่อาจระบุ ทั้งคู่นิ่งงันตรงตำแหน่งเดียวกัน เสียงเพลงสะดุดหยุดลงราวกับเขาและเธอไม่มีอะไรจะพูดกันอีก  เธอเป็นใบ้และเขาพูดไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว   ทั้งคู่หยุดยืนมองกันและกันการสื่อสารสาบสูญโดยสิ้นเชิง  เธอเป็นหญิงสาวแปลกหน้า เขาเป็นคนหนุ่มแปลกหน้าเดินสวนกันที่หัวมุมถนนเกือบจะชนกัน กลางเพลงไม่มีท่วงทำนอง ที่ดึงดูด แต่ที่แท้กลับผลักทั้งคู่ออกห่างกัน

 

เธอเดินเลี่ยงเขาไป ตัดเข้าสู่ถนนถลางกลางเมืองภูเก็ตอันร้อนระอุ

 

เขาเดินหลบเธอเลี้ยวลงตรอกข้าวสารที่พลุกพล่านด้วยผู้คน

 

เขาเปิดประตูเข้าไปในร้านอาหารแห่งนั้น รู้สึกราวมนต์สะกดคลายลง ที่นั่นเขาพบชายหญิงคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเป็นคนญี่ปุ่น และพวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรส  เกี่ยวกับการเดินทาง ตอนนั้นเองเขาตระหนักได้ว่าไม่ว่าไปที่ไหนเจ้าสาวายหมอกก็ไม่ได้มีอยู่จริง เขาสนุกสนานกับการสนทนา ดื่มเบียร์ขวดแล้วขวดเล่าจากเย็นย่ำจนดึกดื่น  จู่ๆเขาก็ประกาศโพล่งว่าพรุ่งนี้เขาจะกลับเมืองนารา

เธอกกลับมาที่โรงแรม หลังจากเดินเท้าจนเหนื่อยอ่อน ตรงโถงกลางของโรงแรม มีทีวีเปิดอยู่  ฝรั่งคนหนึ่งเอาดีวีดีติดตัวมาจากเมืองนอก เป็นหนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องของครับครัวเล็กๆในเมืองนารา พวกเขาสูญเสียลูกชายคนหนึ่งไปอย่างลึกลับ เพียงเดินเลี้ยวหัวมุมถนน ก็หายตัวไป ราวกับถูกเทพเจ้าลักพา และพวกเขาต้องมีชีวิตอยู่เช่นนั้น ค่อยๆคลี่คลายตัวเอง

เธอนั่งดูมันจนมืดค่ำคิดกับตัวเองว่าการเดินทางสิ้นสุดลงแล้ว

เรื่องเล่าไม่มีชื่อ บทที่ 7 : เปลือยเปล่าและเศร้าสร้อย

Posted in tales of tropical malady on เมษายน 16, 2008 by shuman

บทที่ 7 : เปลือยเปล่าและเศร้าสร้อย

 

โดดเดี่ยวในห้องสีขาวหม่นสกปรก หมายเลข 409 ของโรงแรมควีน  ออกจากลิฟท์ตัวเล็กที่ครืดคราดตลอดเวลาแล้วเลี้ยวขวา ห้องนั้นอยู่ติดกับลิฟท์ ผมนอนบนเตียงคู่ขนาดใหญ่ยักษ์ จ้องมองเพดานฟังเสียงครืดคราดขึ้นลงของลิฟท์ บรรยากาศแปลกแยกและไม่เป็นมิตร  พยายามอย่างยิ่งที่จะขาวสะอาด แต่ความขุ่นหมองก็ปรากฏร่องรอยตรงนั้นตรงนี้  โรงแรมควีนเก่าแก่อยู่ติดกับบ้านเก่าของท่านนายทหารคนสำคัญ บ้านเรือนไทยใต้ถุนสูงที่คงลักษณะเดิมไว้ครบถ้วน   ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ช่วยไม่ได้ที่ผมจะรู้สึกว่าโรงแรมควีน เก่าแก่กว่าบ้านหลังนั้นนับร้อยปี มันเก่า และทรุดโทรม   เหมือนห้องที่หลุดมาจากพิภพอื่น

มีไฟสามดวงในห้อง  ดวงหนึ่งในห้องน้ำ   ดวงหนึ่งบนเพดาน   และดวงหนึ่งบนโต๊ะเรื่องแป้ง  ผมเปิดจนหมดทั้งสามดวงกลับยังรู้สึกว่ามืดทึมจนเกินไป ราวกับความมืดดำรงคงอยู่ และความสว่างทำได้เพียงรุกคืบเพื่อล่าถ่อย พ่ายแพ้สูญเสียรี้พลเป็นจำนวนมาก ในสงครามยาวนานที่ความมืดเป็นผู้ชนะ ความมืดไหลซึมลงในผนังห้อง ผ้าปูเตียง เพดาน ที่ล้วนมีสีขาว มันทำให้ทุกอย่างหม่นหมอง  มืด และไม่เป็นมิตร

ผมมาถึงเมืองสงขลาในตอนค่ำ นั่งรถสองแถวสีเขียวเข้มต่อจากตัวเมืองหาดใหญ่  มองดูฟ้าที่ค่อยๆมืดลงไปพร้อมกับเหล่าคนแปลกหน้าที่นั่งเบียดชิดกันไปในรถกระบะเพดานต่ำ    ผมแน่ใจถึงแรงดึงดูดอันลึกเร้นที่ทำให้ผมเดินทางมาที่นี่    ราวกับว่าผมเพียงรอคอยสัญญาณบางอย่างจากใครสักคนที่ผมรู้จัก จะบอกกับผมว่าให้มาสงขลา ทันทีทันใดผมปิดร้านหนังสือแล้วจับรถเที่ยวเช้ามาที่นี่    การต่อพาสปอร์ตใกล้หมดอายุเป็นเพียงธุระปะปังข้อเดียวที่ผมจะหาได้    ไม่ใช่สำหรับตอบคนอื่น  เพราะผมไม่ได้ผูกพันรับผิดชอบต่อใครมากมายขนาดนั้น ผมนึกสงสัยด้วยซ้ำว่าผมเคยผูกพันกับใครอย่างลึกซึ้งจริงๆหรือเปล่า หรือผมแค่หาข้ออ้างไว้สำรองสำหรับตัวเองเพื่อตอบต่อคนไม่รู้จักว่าผมกำลังทำอะไรอยู่   มันอาจฟังดูเกินเลยและเหมารวม แต่มันน่าตลกมากๆที่เอาเข้าจริงแล้วเราล้วนเย็นชาต่อคนชิดใกล้ และระมัดระวังต่อคนแปลกหน้าเสมอ  กลไกการป้องกันตัวอันพิลึกพิสดารของมนุษย์ ผู้ซึ่งพยายามปลดพันธนาการหนึ่งด้วยการสวมอีกพันธนาการหนึ่ง  อีรุงตุงนังอยู่ในการปลดและผูกอันแสนเศร้า ผมมองดูท้องฟ้าที่กำลังสุกปลั่ง รู้สึกเศร้าสร้อย ไม่มั่นคง แต่ผมก็มาถึงแล้ว และลึกๆผมเองก็พอใจที่ได้พบตัวเองในดินแดนแปลกถิ่น

 

ในฤดูนี้ แสงแดดสุกใสอยู่ในยามสนธยา   ฉันมองผ่านประตูกระจกไปที่ถนนหน้าร้าน  รู้สึกบางอย่างลึกๆราวกับฉันเดินทางไกลอยู่ที่ไหนสักแห่ง ราวกับว่านั่นไม่ใช่แสงสีส้มที่ฉันคุ้นเคยมาตลอดหลายปี ความรู้สึกอันลึกลับนั้นเฝ้าคุกคามฉันเงียบเชียบอย่างไม่รู้หน ตั้งแต่ตอนที่ฉันอยู่คนเดียว  ตอนที่ฉันพบนาโอะ หลังจากนาโอะหายตัวไป กระทั่งตอนนี้ สรรพสิ่งผุดบังเกิดอยู่ภายใน   นอกเหนือการควบคุมของฉัน  ฉันจ้องมองเงาแดดสุดท้ายที่สาดผ่านกระจกร้านเข้ามาตกกระทบผนังสีขาวข้างชั้นวางยา  มองดูจุดสกปรกของผงฝุ่นที่สร้างเงาประหลาดล้ำ รู้สึกทั้งแปลกแยกและเป็นส่วนหนึ่ง 

ค่ำคืนแปลกแยกและลึกลับบ้านทั้งหลังจมอยู่ในความมืด ฉันปิดประตูเหล็กของร้านยาตอนสองทุ่มแล้วขับรถกลับบ้าน  นอกจากหมาตัวหนึ่งที่รอคอยฉันมาตลอดบ่ายก็ไม่เหลือใครเลย พ่อกับแม่ไปต่างจังหวัด ทิ้งฉันไว้ในบ้านมืดๆที่ทำให้ดูเหมือนสถานที่แปลกหน้า   ฉันคลำทางอันคุ้นชิ้นเข้าไปในห้องกลางความมืด แสงไฟ ทรยศในค่ำคืนแบบนี้ ความสว่างนั้นคุกคามและทำร้าย  ความมืดที่ห่อหุ้มทำให้ฉันสบายตัวกว่าการเปลือยตัวเองต่อหน้าแสงไฟนีออนกระด้างแข็ง  

 

ในความมืดผมเคลิ้มหลับไปพร้อมกับเสียงครืดคราดของลิฟท์ วูบหนึ่งก่อนจะหลับตาลงผมรู้สึกคล้ายนอนอยู่ในบางสถานที่ซึ่งอาจเป็นบ้านของผมเอง

 

ในความมืดฉันเคลิ้มหลับไปพร้อมกับความเงียบ วูบหนึ่งฉันรู้สึกกลัว ราวกับว่าฉันนอนอยู่ในห้องแปลกประหลาดที่ฉันไม่รู้จักและมันพร้อมจะกลืนกินฉันไปได้ทุกเมื่อ

 

ความมืดนั้นเข้มข้นไหลทะลักราวกับจะโอบกอดเราไว้ ห่อหุ้มเรา หรือกลืนกินเราเข้าไป ย่อยสลายเราทั้งคู่ ในท้องของความมืดอันอบอุ่นและชุ่มชื้นเราค่อยๆหลอมเข้าหากัน ราวกับการร่วมรักอันร้อนแรงไม่หยุดหย่อน เราต่างกระหายหิว รักและเกลียดชังกันและกัน เราหวาดกลัวเครื่องเพศอันแตกต่างของกันและกัน เดือยที่ยื่นยาว และช่องที่เว้าลึกของเราทั้งคู่ เป็นเหมือนรอยบาปที่ติดมาพร้อมกับร่างกายเราตั้งแต่กำเนิด เราถูกสั่งให้ภาคภูมิในความมีอยู่ของมัน แต่ลึกๆเรากลับถูกสอนให้ปฏิเสธและหวาดกลัว มันคืออำนาจที่ต้องควบคุม ภายใต้กลเกมการเมืองหลายชั้นซับซ้อนจนยากจะกล่าวออกมาเป็นข้อความได้ สุดท้ายมันจึงถูกตัดทอน ควบคุม บิดเบือน สร้างภาพลักษณ์ ทำให้สกปรก  แบ่งซอยย่อย ปิดบังบางส่วน เรารู้จักมันในนามของเพศ

พายุแห่งความมืดสีดำถาโถมมาสู่เราทั้งคู่ ผีเสื้อหนึ่งล้านตัวกระพือปีกอยู่ในอกเรา มันคือการร่วมเพศในนิยามอันบิดเบี้ยวนั้นหรือเปล่า หรือเราต่างฉีกทิ้งเนื้อตัวของกันและกัน กินทั้งยังสดและอุ่น  ดื่มเลือดกันและกันอย่างหิวกระหาย  ถมเต็มช่องว่างภายในท้องน้อยที่ไม่มีวันเต็ม มันคือหลุมดำกฤษณาที่กลืนกินไม่รู้จบและไม่คายสิ่งใดออกมาแม้มูลอันไร้ประโยชน์  

เรารู้สึกอึดอัดราวกับจมอยู่ใต้น้ำอันหนืดข้นเหนอะหนะ ราวกับเราคลานกลับเข้าไปอยู่ในครรภ์ของใครสักคนผ่านโยนีสำดำอันลึกลับ  ความรู้สึกอันกระอักกระอ่วน ทันถั่งหลั่งไหล มันคือจุดสุดยอดทางกามหรือความตาย ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่เฉียดใกล้พอที่จะอธิบายความรู้สึกอันเป็นสุขและหวาดแสยงนี้ได้เลยแม้แต่น้อย

เราตื่นขึ้นในตึกร้าง เหลือร่างเปลือยเปล่าเพียงร่างเดียว ถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงแดดที่ลอดมาทางรอยแตกของไม้ที่ถูกตอกปิดตายประตู เราไม่รู้ว่าเรามาที่นี่ได้อย่างไร หรือเกิดอะไรขึ้น ความทรงจำเกี่ยวกับเราถูกลบลืมจบสิ้น  กระจกบานใหญ่ที่แตกไปครึ่งหนึ่งวางพาดเฉียงๆอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง ที่ที่แสงแดดสาดกระทบจนส่องประกายแวววาว เราเดินเข้าหาแสง และมองดูร่างกายส่วนล่างอันเปลือยเปล่า ไม่มีทั้งส่วนที่ยื่นยาวออกมา และไม่มีส่วนที่เว้าลึกเข้าไป เนื้อหนังตรงหว่างขานั้นเรียบเนียนยึดติดกัน ราวกับไม่เคยมีเครื่องเพศใดๆงอกเงยมาก่อน เราลูบคลำเนื้อเรียบเนียนปรกขนนั้น ค้นพบความว่างเปล่า  เราไม่มีเพศ และไม่ได้มีความหมายอื่นใดอีก เรากลายเป็นสิ่งว่างเปล่า เป็นหลุมดำที่เคลื่อนไหวได้ ไม่ก็กลายเป็นคนใหม่   ปลอดพ้นจากทุกพันธนการ   ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับโลกอันชั่วช้า   จากตอนนี้ไม่สามารถเอามาตรฐานวิธีคิดไดมาผูกยึด  ตรวจสอบ  ตีค่า    เชิดชู   ทำลาย  เราได้อีกแล้ว เราเป็นอิสระ  และเสรีภาพนั้นเปลือยเปล่าและเศร้าสร้อย

เราเปิดประตูออกมา ส่วนที่ไม้ปิดไว้นั้นถูกยึดอย่างหลวมๆ จนพอจะดึงออกได้โดยใช้แรงมือ    แสงแดดยามเช้าเบื้องนอกทอประกายเรื่อเรือง  เรา -เปลือย และเศร้า- มองดูถนนนครนอกอันว่างเปล่า ในยามเช้า ราวกับผู้คนถูกสูบหายไปหมดเมื่อคืนนี้ เหลือเพียงแสงแดดและบ้านเรือนพ้นยุคสมัย เวลานาทีนี้เราอาจอยู่ในเวลาที่ผ่านไปหนึ่งร้อยปี หรืออาจอยู่ในเวลาแห่งอนาคตข้างหน้าอีกหนึ่งร้อยปี มีแต่ในเมืองเก่าเท่านั้น ที่เวลาไหลทบกันเหมือนวังน้ำวน ที่นั้น เราถูกตัดขาดจาก โลกที่ประกอบด้วย สถานที่และเวลา สถานที่นั้นสึกกร่อนแต่ไม่เปลี่ยนแปลง และห้วงเวลาหมุนวนในอากาศเราเป็นอิสระ  เดินเปลือยลึกเข้าไปในตรอกที่ทอดตัวไปสู่ทะเลสาบ กระทั่งเรือสินค้าที่เรียงรายก็ไร้ผู้คน เรากระโดดลงไปในทะเลสาบกลืนไปในห้วงทะเล ที่เงียบและมืดดำ

เลยเที่ยงแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่เชคเอาท์ แม่บ้านตัดสินใจขึ้นลิฟท์ไปชั้นสี่พร้อมกับพนักงานต้อนรับไขกุญแจเข้าไปในห้องสี่ศูนย์เก้าเพื่อจะพบว่า ผ้าปูที่นอนนั้นเรียบตึงราวกับไม่มีใครนอน และไม่มีข้าวของอื่นใดมาก่อนหน้านี้

เธอลงไปไขกุญแจเข้าบ้าน  บอกทางให้เขาเอารถจอด แว่วยินเสียงตะกุยฝาประตูอยู่ในบ้าน  เจ้าหมาน้อยวิ่งออกมาต้อนรับกระดิกหางอย่างลิงโลด ตอนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นจานข้าวของมันว่างเปล่า ราวกับไม่ได้กินข้าวมาทั้งคืน เธอไม่ได้ตั้งใจคิด แต่อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะมีใครสักคนให้อาหารมา ในห้องมืดดำที่เธอไม่ได้เปิดเข้าไป มีเพียงผงฝุ่นที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศเท่านั้นที่กระทบกับแสงแดด

เรื่องรักไม่มีชื่อ บทที่ 6 พระจันทร์สีชมพู

Posted in tales of tropical malady on เมษายน 16, 2008 by shuman

บทที่ 6 พระจันทร์สีชมพู

 

เธอมาถึงสถานที่นั้นตอนพลบค่ำ  พระจันทร์คืนเพ็ญเริ่มเปล่งแสงซีดนวล  แสงที่หยิบยืมจากผู้อื่น  อย่างไรเสียก็คงเปล่งประกายได้เพียงสลัวเลือน    แสนไกลอดเทียบตัวเองกับแสงจันทร์ไม่ได้  ถนนถลางกลางคืนวันอาทิตย์เงียบจนแทบเปลี่ยวร้าง   ร้านรวงพากันปิด ทิ้งเพียงแสงนีออนแข็งๆไว้ตามหน้าร้านยกเว้นอยู่เพียงสถานที่เดียว ซึ่งส่องไฟสีนวลระเรื่อเจือเสียงกีตาร์แผ่วเศร้า   เธอยืนเก้ๆกังๆ ซูบซีดไต้แสงไฟ   เขาอยู่ที่นั่นกำลังเล่นกับแมวลายเสือตัวหนึ่งบนตัก

 

ผมอาศัยอยู่บนดวงจันทร์

สถานที่นี้ไร้น้ำหนัก ผมจึงเพียงล่องลอยเคว้งคว้างไปรอบๆ

มีผม เก้าอี้ตัวหนึ่ง กลางอากาศหนาวเหน็บ

และผมคิดถึงเธอ

หญิงคนรักผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่สุดขอบโลก

แผ่นดินสุดท้ายที่พอหลุดไป ก็จะไปยังทะเลน้ำแข็ง ย้อนกลับไปยังอีกข้างของโลก

บนโลกมีแรงดึงดูด ดึงดูดเธอไว้ที่นั่น เธอจะมีเก้าอี้เป็นของเธอเองไหมนะ

เธอจะมีตัวตนไหมนะ

ในวันที่โลกกับดวงจันทร์ใกล้ชิดกันที่สุด

วันที่กระแสน้ำขึ้นสูงสุด

พระจันทร์ส่องแสงสุกสว่าง

ผมหวังให้โลกดึงดูดผมลงไป

โลกดึงดูดให้พระจันทร์หมุนไปรอบๆ แต่ไม่ยอมให้เข้าใกล้มากไปกว่านั้น

บางทีถ้าโลกดึงดูดผมมากๆ ผมอาจจะหลุดออกจากดวงจันทร์

แล้วหล่นลงไปคล้ายสะเก็ดดาว

แตกสลายเป็นเสี่ยงๆในชั้นบรรยากาศ

ตกลงในทะเลที่ไหนสักแห่ง

เก้าอี้ของผมคงกลายเป็นเศษไม้ลอยไปยังชายหาด

ที่สุดขอบโลก หญิงสาวของผมจะเดินเล่น

และเก็บเศษไม้ไปก่อไฟ

เธอคงจะอุ่น และผมคงดีใจ

ในอากาศสีฟ้า ที่ไหนสักแห่ง

ที่ไม่หนาวเหมือนดวงจันทร์

 

 

 

ร้านหนังสือสีนวลนั้นเองก็ร้างผู้คน ราวกับมันถูกเปิดไว้สำหรับรอใครสักคนที่บังเอิญหลงทางในคืนว้าเหว่  ราวกับประภาคารที่สาดแสงเรื่อเรืองบนเกาะแก่งโพ้นไกล ท่ามกลางท้องถนนมืดมิด และแสงจันทร์ เธอแล่นเรือมาจากเกาะที่ไมมีใครรู้จัก มุ่งมองประภาคารเป็นจุดหมาย มาถึงที่นี่ และตกหลุมรัก เอาอย่างง่ายดาย

 

หญิงสาว อาศัยอยู่สุดขอบโลก

ถัดไปจากฝั่งทะเลแห่งเธอ คือมหาสมุทรลึกลับไม่รู้จบ ทอดไปสู่แผ่นดินน้ำแข็ง

เธอทำหน้าที่เฝ้าประภาคารเดียวดายที่ปลายขอบโลก

คอยบอกเส้นทางให้แก่เรือทุกลำ แสงไฟสว่างวาบบอกว่า อย่าได้เลยพ้นไปจากนี้

หญิงสาวจะตื่นอยู่ตลอดคืน และนอนหลับในตอนกลางวัน

นานๆเข้าเธอคิดตลกๆว่าโลกนี้มีเพียงความมืดและเธออยู่ใจกลางของดวงอาทิตย์

หน้าที่ของดวงอาทิตย์คือการเผาไหม้ตัวเอง เพื่อเปล่งแสงสู่ดาวเคราะห์ สำหรับผลิพืชผลอันอุดม

เธอมิใช่ดวงอาทิตย์หากเป็นเพียงประภาคารเดียวดาย แสงของเธอ สร้างสรรค์สิ่งใดไม่ได้ ทำได้อย่างมาก เพียงป้องกันการทำลาย การสาบสูญไปในห้วงสมุทร

บางครั้งเธอคิดถึงชายคนรัก ซึ่งคงอาศัยอยู่บนดวงจันทร์

สถานที่ที่แสงของเธอสาดไปไม่ถึง

ดวงจันทร์มีแสงที่สะท้อนจากดวงอาทิตย์

ทำให้เธออยากเป็นดวงอาทิตย์ จะได้สะท้อนแสงให้แก่ดวงจันทร์

บนนั้นจะได้ไม่เหน็บหนาว

รุ่งสางของวันหนึ่งในฤดูหนาว เธอลงบันไดวน จากห้องชั้นบนประภาคาร ไปสู่ชายหาด พบท่อนไม้แตกหักโดนคลื่นซัดมากระทบฝั่ง

เธอส่องแสงให้สิ่งอื่นมาชั่วนิรันดร์ แต่ใช่ว่าจะไม่ต้องการแสงสำหรับตนเอง

คำวันนั้นเธอดูแลให้ประภาคารส่องแสงได้ตามปกติ มองดูดวงไฟใหญ่ยักษ์ เคลื่อนที่เป็นวงกลมกวาดไปในความมืด

เธอเริ่มก่อไฟ โดยใช้ท่อนไม้ที่เธอพบริมหาด กองไฟสิส้มเล็กๆลุกโพลง ส่องแสงและให้ความอบอุ่นแก่เธอ อบอุ่นคล้ายเสียงแตรขอบคุณจากเรือเดินสมุทร

มีแรงดึงดูดในกองไฟ หากสักวันพระอาทิตย์ดับไป เธอจะให้ประภาคารส่องไฟ ไปถึงดวงจันทร์

 

เขาวางแมวลงข้างตัว ลุกมาต้อนรับ เธอทำท่าบุ้ยใบ้ถามว่าร้านยังเปิดอยู่หรือ เขาตอบว่ายังเปิดอยู่ พลางจัดโต๊ะให้เธอนั่ง    เธอเลือกสั่งโกโก้ร้อนโดยชี้ไปที่เมนู  เขาคือเจ้าชายน้อย ส่วนเธอคือแสนไกล  เด็กสาวจากเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก เขาไม่รู้จักเธอ แต่เธอรู้จักเขา นั่งมองร่างท้วมในผิวเข้มชงกาแฟคล่องแคล่ว วูบหนึ่งเธอรู้สึกผิดหวัง   เพราะเธอมักคิดเอาเองเสมอว่าเขาจะเป็นคนร่างผอม  ผิวซีด   เหมือนจอม   ในหนังสือโลกของจอม   ที่เขาเคยบอกให้เธออ่าน    เขาชงโกโก้คล่องแคล่วอุ่นนมจนร้อน   แล้วผสมผงโกโก้สองช้อนพูน   เธอจ้องมองเขาจากระยะไกล   บันทึกภาพคนที่เธอตกหลุมรักทางตัวอักษร มาตลอดหลายเดือน

เธอนิ่งเงียบดื่มโกโก้ร้อน  เขายิ้มให้   เดินกลับเป็นเล่นกับแมวพลางชวนคุย  แสนไกลได้แต่อืออืออาอา  เธอไม่อยากเขารู้ว่าเธอเป็นใบ้   อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้    เขาเข้าใจว่าเธอคงอยากนั่งเงียบๆมากกว่า จึงเลิกถามแล้วหันไปเล่นกับแมว    เขาคงรู้สึกว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวที่เย็นชา และเย่อหยิ่ง   เปล่าประโยชน์จะซักไซ้ไต่ถาม   เธอรู้สึกเย็นเยียบราวกับคือก้อนหินเดียวดายหากขอบตาร้อนผ่าวและน้ำตาปริ่มขอบตา

นี่คือเธอ  แสนไกล เด็กสาวกำพร้าผู้ใจเร็วด่วนได้ คนที่เอาเงินสะสมทั้งหมดมาใช้เป็นค่าตั๋วเดินทางด้วยรถ ป. 2 ที่ชวนปวดเมื่อยและแสนแออัดจากกรุงเทพ ลงมาภูเก็ต   พุ่งตรงมาที่นี่ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหนหรือมีเงินเหลือพอกลับหรือเปล่า   เจ้านายของเธอบอกว่าเธอสามารถลาพักได้ สามวัน   แต่เธอไม่ได้บอดว่าเธอจะมาภูเก็ตเมืองที่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย   มาเพื่อตามหาและจ้องมองชายผู้หนึ่งที่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย   ทุกอย่างมันผิดพลาดไปหมด    เธอไม่ควรอยู่ที่นี่ตรงนี้ถูกความจริงที่ว่าเธอไม่คิดหน้าคิดหลังกระหน่ำใส่ไม่รู้จบ   เธอเป็นแค่สาวใบ้ไร้ชื่อ    หมดหนทางแสดงตัว   เขาคงผิดหวังถ้าพบว่าเธอเป็นใบ้  เธอเองก็ผิดหวังที่เขาอ้วน โลกเสมือนสร้างพื้นที่จำลองให้เราได้เป็นแบบที่เราอยากเป็น ซึ่งแทบจะทุกครั้งไปที่เราพบว่ามันคือคนละเรื่องกับสิ่งที่เราเป็น เธอเล่น และหลงระเริง   เข้าใจเอาเองว่าทุกอย่างเป็นจริง(ยกเว้นเรื่องของเธอเอง)  แต่ไม่มีสิ่งใดจริง   หรือที่จริงความจริงมีอยู่แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น   มาถึงตรงนี้เธอรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก ความตั้งใจอันแน่วแน่เลือนหายไปแล้ว   มีแต่ความไม่แน่นอนอันน่าหวั่นกลัว เธออยู่ในเมืองแปลกหน้า คนเดียว และเงียบใบ้   ไม่รู้จะอายังไงต่อไป    เธอเดินมาจนสุดทางและพบว่ามันคือหน้าผาสูงชันไม่มีทางไป  ไม่มีทางหลีกเลี่ยงหลบหนีโลกจริงหรือโลกเสมือนก็ช่วยเธอไปไม่ได้  เธอรู้สึกอยากร้องให้ 

 

ฉันรู้จักก้อนหินบางก้อน
แข็งแรง กลมกลึงหากโดดเดี่ยว เย็นเยียบยามฤดูหนาว และร้อนผ่าวยามฤดูร้อน
มวลสารยึดแน่น อยู่ภายใน สิ่งใดสัมผัสต้องก็ย่อมรู้สึกไปตามสิ่งกระทบ
ตามแสงแดดและสายลม
หาใช่ก้อนหินไม่
น่าเสียดาย บางครั้งพอก้อนหินร้องให้ก็ไม่มีใครรู้

ก้อนหินเฝ้าฝันเสมอ ว่าเธอจะมีแสง พอจะส่องทางไปหาใครสักคน ที่จะหลงรักก้อนหิน

แต่เธอรู้ว่าเธอเป็นเพียงหินก้อนหนึ่ง ปราศจากแสง แลดูราวปราศจากกระทั่งความรู้สึก
และคงไม่มีใครหลงรักก้อนหิน ที่ไม่มีสิ่งใดเลย เพียงดูดซับและสะท้อนสรรพสิ่งที่สัมผัสต้อง
บางครั้งเธออิจฉาผงฝุ่น ที่ได้ปลิวไปไหนต่อไหน
อิจฉาเม็ดทรายที่ได้ท่องไปในท้องทะเล
อิจฉาผืนดินที่ได้เป็นต้นกำเนิดของพืชพันธุ์
และอิจฉาภูผาที่ได้ตระหง่านยืนหยัด
เธอเป็นเพียงก้อนหิน แตกตัวมาจากที่ไหนสักแห่งถูกกัดเซาะด้วยลมและน้ำจนกลมกลึงหากไร้คุณค่าความหมาย ไม่มีแสง หากคนรักเธออาศัยบนดวงจันทร์ เธอไม่มีทางพบเขา เพราะเธอไม่ใช่หญิงสาวคนเฝ้าประภาคารผู้นั้น ผู้ที่หากดวงอาทิตย์ดับไป จะเป็นคนส่องไฟให้ดวงจันทร์

 

 

มีคนมาร้องให้ในร้านหนังสือเขาไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร   เขาได้แต่ลอบมองเธอ   เด็กสาวผิวซีดที่ไม่ช่างพูด   ดื่มโกโก้ร้อน   ร้องให้ราวกับโลกทั้งใบถล่มทลายลง   เขาปล่อยนาโอะให้เป็นอิสระ  แมวน้อยเข้าไปคลอเคลียข้างเท้าเธอ เธอก้มลงมองมันอุ้มแมวน้อยขึ้น  นาโอะครางอย่างเป็นสุขบนตักเธอ น้ำตาอุ่นไหลลงเปื้อนขนเงางามของมัน เขาหยิบทิชชู่ส่งให้เธอ  ไม่รู้จะกล่าวอะไรดี

ว่ากันว่า หากเรามีเครื่องมือที่ดีพอ เราอาจสามารถแยกเอาน้ำแก้วหนึ่ง จากก้อนหินก้อนหนึ่งได้
เพราะลึกที่สุดในทุกสรรพชีวิตล้วนมีธาตุเดียวกัน ก้อนหินก้อนหนึ่ง แผ่นดินผืนหนึ่ง ต้นไม้ต้นหนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่ง ดวงดาวดวงหนึ่ง
บางทีนี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่า เราทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น หาสิ่งใดมีคุณค่า สิ่งอื่นย่อมต้องมีด้วยเช่นกัน
กระทั่งก้อนหินก้อนหนึ่งก็ด้วย
ก้อนหินไม่รู้ หญิงสาวไม่รู้ แผ่นดินไม่รู้ ดวงดาวไม่รู้ กระทั่งคนรักของก้อนหินก็ไม่รู้ ว่าต่างมีกันและกันในทางใดทางหนึ่ง
หาก้อนหินชิงชังแผ่นดิน หญิงสาวชิงชังชายหนุ่ม ดวงดาวชิงชังแผ่นดิน ก็ล้วนตังเป็นการชิงชังตนเองทั้งสิ้น
ฉันรู้จักก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องร้องให้อีกต่อไป
เพราะเธอเข้าใจแล้วว่า
ที่แท้ พระจันทร์ ก็เป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง

 

ข้างนอกนั่น พระจันทร์คืนเพ็ญเจือสีชมพู สุกปลั่งและซีดนวล เพลงของ NICK DRAKE ลอยล่องไม่รู้จบ เขาคิดถึงนาโอะ และเธอคิดถึงเขา เงียบเชียบในเพลงเศร้า น้ำตาที่ไม่ทราบสาเหตุ   แล้วฝนก็ตกลงมา   หล่นลงบนเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก   เขายืนมองหญิงสาวร้องให้ ในคืนที่ฝนตกกลางแสงสีนวลอันเหว่ว้า

เรื่องเล่าไม่มีชื่อ บทที่ 5 : เพลงนางเงือก

Posted in tales of tropical malady on เมษายน 16, 2008 by shuman

บทที่ 5 : เพลงนางเงือก

 

ฉันคิดว่าคุณน่าจะรู้จักเธอ  เรากำลังพูดถึง ชูมาน หญิงสาววัยปลายยี่สิบ  คนที่เงียบเศร้า เกิดและเติบโตในย่านเมืองเก่าของสงขลา บ้านบนถนนนครนอกของเธอเก่าแก่มาแต่ก่อนสงครามมหาเอเชียบูรพาบ้านตึกแถวที่ครั้งหนึ่งญี่ปุ่นเคยบุกยึดบ้านจนเธอและครอบครัวต้องย้ายไปต่างอำเภอก่อนจะย้ายกลับมาอีกครั้งหลังสงคราม   เฟอร์นิเจอร์บางชิ้นเป็นของที่ญี่ปุ่นนำมาทิ้งไว้ให้ด้วยซ้ำ  บ้านของเธออยู่แถวแรก หันหลังให้กับทะเลสาบสงขลา เพียงเปิดประตูหลังบ้านก็จะพบทะเล

                ฉันหมายถึงชูมานคนนั้นแหละ เธอเจอเข้ากับคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง คนที่เธอเสมือนรู้จักมาเนิ่นนาน คนที่ทันทีที่พบ เธอก็เรียกชื่อเขาทั้งยังไม่เคยรู้จัก  หนุ่มญี่ปุ่นคนนั้นอาศัยพักในโรงแรมนางงาม   โรงแรมเกาแก่ที่มีลานบ้านอยู่ตรงกลาง เขามาที่นี่เพียงลำพัง  ซีดเซียวเศร้าสร้อยราวกับป่วยไข้ด้วยโรคไร้สาเหตุ  ตกบ่ายออกมาเล่นกับแมวและเหม่อมองหญิงชราเจ้าของโรงแรมคั่วถั่วลิสงด้วยทรายในกระทะ  ควันไฟฟ่องลอยกระทบแสงแดดบ่ายราวกับเป็นโลกอื่น  อวลกลิ่นถั่วคั่วหอมขมทั่วทั้งบ้าน   เธออาจรู้สึกบางอย่างรู้สึกอย่างเข้มข้น ถึงรอยต่อพิลึกพิลั่นของเขากับเธอ และคิดว่าถ้าไม่แสดงออกมันจะสูญหายไป   บางอย่างข้างในเธอจะฉีกเป็นชิ้นๆ เธอจะกลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกทางวิญญาณ เธอจึงรับเขาเข้ามาในชีวิต

                เธอกับเขาสื่อสารกันไม่ค่อยได้ นาโอะพูดไทยได้กระท่อนกระแท่น และเธอพูดญี่ปุ่นไม่ได้เลย  ฉันสงสัยในความเชื่อฝังหัวของเธอเหลือเกินเธอคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องโรแมนติค อันประหลาดล้ำ    การผูกพันกับใครสักคนโดยไม่มีเหตุผล บางทีเรื่องนี้อาจกลายเป็นนิยาย หรืออาจจะไม่ก็ได้   มันอาจเป็นเรื่องรัก   หรือเรื่องเล่า แปลกแปร่งเพี้ยนพิลึก แต่น่าพึงใจสำหรับเธอ    สำหรับคนที่เอาเรื่องเธอไปเขียน   สำหรับคนที่อ่านเรื่องของเธอ พวกเขาเหล่านั้นล้วนถูกห่มคลุมด้วยความน่าพึงใจเหล่านี้ทีละน้อย  พวกเขาอาจพากันคิด นี่ละเรื่องที่ฉันปรารถนา ความฝันลึกๆที่ฉันเป็นไม่ได้ หรือกระทั่ง  สิ่งที่เธอรู้สึกช่างตรงกับสิ่งที่ฉันรู้สึก  แต่มันก็เป็นเพียงการตัดทอนบางสิ่งออกไป   เหลือไว้แต่เรื่องเล่าที่ถูกทำให้มองเชิงโรแมนติคมาตั้งแต่ต้น

                มาถึงตอนนี้   เธอไปหาเขาที่โรงแรมในยามเช้า   พาเขาไปกินมื้อเช้าที่ร้านโจ๊กเกาะไทย   แสงเช้าเพิ่งเลื่อนผ้าห่มของค่ำคืนออกและลืมตางัวเงีย   พวยควันกรุ่นร้อนจากหม้อต้ม ข้าวต้มลวกไข่ดิบที่รองก้นถ้วยจนสุกเหมือนพระอาทิตย์มาปรากฏบนโต๊ะอาหารเช้า   เธอกับเขานั่งกินโจ๊กกันเงียบ ๆ สื่อสารผ่านภาษามือ ค่อยๆเรียนรู้ความหมายถ้อยคำเฉพาะนั้นทีละน้อย คำที่ไม่สลักสำคัญอย่าง ขิง พริกไทย ไข่ต้ม ร้อน หอม และ อร่อย    คำที่เธอประดิษฐ์ใช้ขึ้นเองจากส่วนประกอบของภาษา และท่าทางเฉพาะที่ไม่ได้มาจากโรงเรียนภาษามือที่ไหน แต่มาจากมนุษย์ซึ่งสิ้นท่าในการสื่อสาร   เราตกจากหอคอยบาเบล และพยายามหาหนทางเชื่อมต่อกันใหม่ เราไม่มีทางรู้เลยว่านาโอะเข้าใจที่เธอพูดหรือไม่ หรือเธอเข้าใจสิ่งที่นาโอะพยายามบอกหรือเปล่า แต่ทั้งคู่ก็ไปไหนมาไหนด้วยกัน   เธอรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ อย่างประหลาด บางครั้งขณะที่เธอขับรถเลียบทะเลและเขาเหม่อมองดูหาดสีเทา   เธอรู้สึกรสขมของจุมพิตกาแฟปรากฏวูบบนริมฝีปาก

                เธอพานาโอะไปพบพ่อกับแม่ในฐานะเพื่อนใหม่   คนหลงทางผู้แสนซื่อและน่ารัก   แม่ของเธอชอบเขา ในท่าทีเก้ๆกังๆ และสุภาพนอบน้อม  หมาที่บ้านก็ชอบเขา  มันกระดิกหางดีใจทุกครั้งที่เขาแวะไป   พ่อเชื่อเอาเองว่าชายคนนี้ความจำเสื่อม และบอกเธอพานาโอะไปหาหมอที่หาดใหญ่ แต่เธอปฏิเสธ   เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ความจำเสื่อม   แค่สับสนมึนงงบางอย่าง  ทั้งคู่ไปซื้อดิกชันนารีภาษาญี่ปุ่น-ไทยที่ร้านหนังสือริมสถานีรถไฟในเมืองหาดใหญ่ แทนที่จะไปหาหมอเหมือนที่พ่อบอก

                ในวันที่ลมทะเลพัดแรงวันหนึ่ง ฟ้ากลางคืนมืดค่ำลงอย่างรวดเร็ว นาโอะพยายามแสดงท่าทางให้เธอจอดรถ เขาลงไปที่ทะเลในแทบจะทันที   ลมทะเลพัดตึง และท้องฟ้ามืดดำลงไปแล้ว   ราตรีย่างกรายมา ไล่พระอาทิตย์ให้สอดตัวลงในผ้าห่มลายแสงดาวเชื่องช้า   หากคืนนี้มืดมิด  แสงดาวหรุบรู่หลังหมู่เมฆ  สายลมโบยโบกราวกรีดร้อง   เธอเดินตามนาโอะลงมา   เขาพาเธอไปที่ทะเล   กลางคืนมืดมิด กระทั่งนางเงือกสีทองหม่นหมองก็สางผมอยู่ในความมืด    เธอสงสัยว่าเขาพาเธอลงมาที่นี่ทำไม   แต่ทั้งคู่ลืมดิกชันนารีไว้ในรถ

                ที่แท้แล้วนาโอะไม่รู้ว่าเขามาที่นี่   -หมายถึงสงขลา-  ทำไม นับจากวันที่ทุกสิ่งเหลือแสงสาดส่องเพียงครึ่ง   เขาได้เที่ยวท่องไปทั่วชีวิตผู้อื่น   เหมาเอาว่าเป็นนักเดินทางผู้แสนเศร้า    พอจากไปก็ทิ้งรอยอาลัยไว้กับทุกผู้คน   ทั้งๆที่ที่แท้เขาเป็นเพียงคนสับสนที่ฉกฉวยเอาความเห็นใจจากผู้อื่นมาดื่มกินราวขนมหวาน   พอมันจืดจางลงเขาก็ถึงเวลาต้องเดินทางต่อไป   ทิ้งร่องรอยอาลัย   ให้เธอ  ให้เขา   ให้ใครก็ตามที่ผ่านมาเก็บกินความหวานต่อไป   สุดท้ายมันก็จะเหลือเพียงเรื่องเล่าโรแมนติกเกี่ยวกับความรักชั่ววูบของคนที่อยู่กับที่ กับนักเดินทางผู้พเนจรนิรันดร์และชูมานกำลังเก็บกินความหวานนั้น  ความหวานที่ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไร เรื่องเล่าที่ไม่มีความหมายอะไร

                เธอแว่วได้ยินเพลงนางเงือก   เสียงเพรียกเรียกขานอันโหยให้และแสนเศร้า   เพลงฝันที่ลากคนหนุ่มจมลึกลงไปในทะเล นางเงือกใจร้ายกัดกินเลือดเนื้อและกระดูก   ชูมานผู้ไม่รู้จักกับโลกอีกต่อไป  เธอก็เหมือนฉันเหมือนเรา  เป็นเพียงคนที่โลกของการเสพรับตำนานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน   ตัดทอนบางสิ่งดัดแปลงบางอย่า เธอกินมันเข้าไป แล้วคายมันออกมาในรูปรสนิยมแสนหวาน   ผูกพ่วงตัวเองเข้ากับเรื่องราวเหล่านั้น สร้างโลกเฉพาะขึ้นมาหนึ่งใบไปอาศัยอยู่    สร้างบทเพลงนางเงือกในสองลงมือกัดกินตัวเอง เพื่อที่จะได้เศร้าสร้อยอย่างสวยงาม

                นี่คือคนน่าสงสารสองคน พวกเขานั่งชิดกัน มือเย็นเฉียบจากลมทะเลที่โบยตีไม่รู้สิ้น  ฉมจมในความมืดข้างรูปปั้นนางเงือกที่ขับเพลงสร้อยเศร้าแทรกมาในเสียงลมทะเลที่พัดตึง

                คืนนั้น นาโอะซึ่งปัจจุบันย้ายมาพักในบ้านเธอ  นอนในห้องรับแขกที่แม่เตรียมไว้เขาตื่นขึ้นกลางดึก เปิดประตูหลังบ้าน หายไปในทะเลสาบสงขลา

เรื่องเล่าไม่มีชื่อ บทที่ 4 แสนไกล : เกาะที่ไม่มีใครรู้จัก

Posted in tales of tropical malady on เมษายน 16, 2008 by shuman

บทที่ 4 แสนไกล : เกาะที่ไม่มีใครรู้จัก

 

โจเซ่ ซารามาโก้ คือสิ่งแรกที่เราจะนึกถึงเมื่อเราพูดถึงเธอ    แน่นอนเธอเป็นที่รู้จักครั้งแรกจริงๆเมื่อใช้ DISPLAY NAME ใน MSN ว่า เกาะที่ไม่มีใครรู้จัก เธอกำลังอ่านหนังสือที่ทั้งเล็กทั้งบางเล่มนั้น   และอาจเพราะชื่อนั้น   ทำให้เธอได้รู้จักเจ้าของร้านหนังสือบนเกาะที่ใครๆก็รู้จักและตกหลุมรักเขาผ่านการสนทนาออนไลน์ ในโลกเครือข่ายใยแก้วนำแสง  สถานที่สมมติที่ต่างคนต่างพากันสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา

                เธอชื่อแสนไกล  หากเราขานนาม ยามเธอยืนหันหลังให้ เพรียกเรียกก่อนลาลับ เราควรเรียกเธอ – แสนไกล –  เธออายุ 18 ผิวสองสี ร่างเธอโปร่งเหมือนป่าแล้งและแสงแดด เวลาอารมณ์ดีเธอจะฮัมเพลงที่ไม่มีใครรู้จักในหัว เธอหลงรักการนอนกลางวัน และชอบหนังเศร้าๆที่เกี่ยวกับการพลัดพราก

                วันที่แสนไกลเกิด  พ่อของเธอเดินทางจากไปยังที่ไกลแสนไกล แม่จึงตั้งชื่อเธอว่าแสนไกล  หลังจากเธอเกิดได้สามวันพ่อเดินทางกลับมาบ้าน และไม่เคยจากเธอกับแม่ไปไหนอีกเลย หากลึกๆเธอกลับรู้สึก ชื่อของเธอคือคำสาป ที่แม่สาปพ่อไว้ให้ระลึกถึงวันนั้น วันที่พ่อควรจะอยู่มากที่สุด แต่ไม่ได้อยู่ มีความเจ็บปวดเจืออยู่ในชื่อของเธอ ทุกครั้งเมื่อพ่อเรียกขาน นับจากวันนั้นแม้จะอยู่ในทุกวันของชีวิตก็ไม่อาจเพียงพอ

                และบางครั้ง แสนไกลรู้สึกว้าเหว่โดยไม่มีเหตุผล   เธอรู้สึกราวกับว่าชีวิตของเธอขาดหายไปบางส่วน น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตที่ควรมีเหือดแห้งไป   เลือดที่ควรอุ่นก็หนาวเย็นลงบางส่วน   บางทีมันอาจเป็นเพราะชื่อของเธอ แสนไกล    ชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อความพลัดพรากนานัปการ    เป็นคนผู้อยู่แสนไกลชั่วนิรันดร์

                เธอเล่าเรื่องราวหลายเรื่องให้คนแปลกหน้าที่เธอตกหลุมรักฟัง   เว้นแต่เธอไม่ได้บอกว่าเธอเป็นใบ้ อาศัยอยู่ในห้องเช่าแคบๆบนชั้นสองของอาคารพาณิชย์ ที่จะงดงามเวลาเดียวคือในยามเย็นเมื่อแสงแดดลอดผ่านป้ายโฆษณาที่ทำจากโลหะตีแบนเหมือนมู่ลี่ แถบแถวของแสงแดดจะสาดลงบนพื้นเหมือนบรรทัดห้าเส้น ที่ที่เพลงไม่รู้ชื่อปรากฏขึ้น

                หลังจากจบชั้นมัธยมหก เธอเลิกเรียนแล้วออกมาเป็นเด็กเสริ์ฟในร้านอาหารแถบถนนพระอาทิตย์    ยามเย็นเธอจะลงจากชั้นสองของบ้านเช่า   เดินลัดตรอกเล็กออกสู่ถนนพระอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าแก่    เธอชอบเมืองเก่าในยามเย็น  ขอบเกาะรัตนโกสินทร์ เรื่อเรืองอยู่ท่ามกลางการกระเพื่อมไหวไม่รู้สิ้นของแม่น้ำเจ้าพระยา   เธอเองคือเกาะเงียบใบ้ที่ไม่มีใครรู้จัก คลื่นกระทบฝั่งไม่มีเสียงบนเกาะของเธอ มีแต่เพียงเสียงเพรียกจากสถานที่ห่างไกล ที่เธอไม่อาจสดับ  เพียงสั่นสะเทือนอยู่ในอก

                เธอรู้จักอินเตอร์เนทจากร้านอาหารที่เธอทำงาน   นับจากนั้น เธอสูญเสียชีวิตส่วนหนึ่งไปในโลกใบนั้น ที่ที่เธอเปล่งเสียงได้สมบูรณ์เทียบเท่าคนอื่นๆ   ที่ที่มีคนนิ่งฟังความเงียบของเธอหลั่งไหล เธอได้อีเมลล์เขาจากเวบไซต์วรรณกรรมที่เขาเป็นสมาชิก   เธอเลือกแอดเขาเพราะเขาใช้ชื่อว่า เจ้าชายน้อย สำหรับเธอ เขาคือเจ้าชายน้อยจากดวงดาว บี 612 ที่ที่มีดอกกุหลาบหนึ่งดอกและภูเขาไฟที่ยังไม่มอดดับ   เจ้าชายน้อยจากหนังสือเล่มโปรดของเจ้าของร้าน

                เขาคุยกับเธอแค่สองสามครั้ง   เธออาจทำให้เขารู้สึกรำคาญในขณะที่เธอรู้สึกเสมือนว่าเขารู้ทุกสิ่ง แต่เธอกลับกลายเป็นเพียงชั้นหนังสือว่างเปล่า   เขาหยิบหนังสือจากชั้นในหัวมาบอกเธอทีละเล่ม แต่เธอไม่มีวันเข้าใจได้ ไม่สามารถหามาอ่านได้ เธอได้อ่านหนังสือเฉพาะจากชั้นหนังสือของเจ้านายเท่านั้น   ชั้นหนังสือเปล่าบนเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก เขาอาจลืมเธอไปแล้วด้วยซ้ำ แม้ชื่อของเธอจะขึ้นปรากฏในรายชื่อของเขาเมื่อออนไลน์ เธอเองไม่กล้าคุยกับเขา   ความรู้ของเขาทำให้เธออึดอัด  เธอจึงนิ่งฟังเช่นที่เธอเป็นมาตลอดชีวิต เธอติดตามอ่านเรื่องที่เขาเขียนและค่อยตกหลุมรักเขาผ่านแถวตัวอักษรอันแสนเศร้า

                เขาทักเธอในบ่ายวันหนึ่งที่อาจจะเป็นเพราะเขาว่าง ไม่มีคนคุยด้วย หรือเพราะสะดุดใจกับชื่อของเธอ ประโยคแรกที่เขาทักเธอคือ

 

  • – โจเซ่ ซารามาโก้ ? –

 

 

เธออ่านหนังสือเล่มนั้นจากชั้นหนังสือของเจ้านาย จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนเขียน จำได้เพียงมันเป็นหนังสือเล่มเล็กอ่านง่ายคล้ายๆเจ้าชายน้อย เธอจำเรื่องราวได้เพียงเลือนราง เรื่องของชายผู้หนึ่งที่จะออกเดินทางไปยังเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก และมีเพียงสตรีนางหนึ่งที่ตัดสินใจไปกับเขา

 

-ไปกับคุณ ถ้าเป็นคุณฉันจะไป-

 

เธอใคร่คิดบอก แต่ชื่อประหลาดนาม   โจเซ่  ซารามาโก้  ทำให้เธอเงียบใบ้ หน้าจอสนทนาว่างเปล่าดุจดังริมฝีปากที่ปิดสนิทในชีวิตจริง  และเป็นเขาเองที่เริ่มบทสนทนา จากนั้น มันหลั่งไหลไม่หยุดยั้ง  เธอฟัง เขาพูด บนโลกออนไลน์ อีกครั้งเธอกลายเป็นคนใบ้ ผิดแต่เธอเป็นผู้เลือกเองที่จะไม่พูด ซึ่งนั่นสำคัญกว่ามากมายนัก

 

– คุณรู้ภาษาญี่ปุ่นไหม –   เขาถามเธอ เธอไม่รู้ แต่เธอตอบตรงกันข้าม

 

หน้ากระดาษนั้นจึงเดินทางมาถึงเธอ  หน้ากระดาษที่ถูกฉีกออกจากหนังสือ  พับใส่ซองส่งไปรษณีย์มาที่ร้าน เธอเป็นคนรับ และขอร้องให้คนรักของเจ้านายที่เป็นชายชาวญี่ปุ่นแปลมันออกมา

                เธออ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าข้อความที่ถูกถอดถ่ายออกมา ตัดสินใจจะไปหาเขาสักครั้งในชีวิต  ไปร้านหนังสือประหลาดบนถนนสายตึกเก่า นั้น

เรื่องเล่าไม่มีชื่อ บทที่3 : เจ้าสาวสายหมอก : ถอดความจากภาษาญี่ปุ่น โดย แสนไกล

Posted in tales of tropical malady on เมษายน 16, 2008 by shuman

 

บทที่3 เจ้าสาวสายหมอก : ถอดความจากภาษาญี่ปุ่น โดย แสนไกล

 

ในครึ่งแสงของแดดสาย   ความสลัวรางรัดรึงร่างเปลือยเปล่าของเธอเอาไว้   ราวกับเธอสวมเสื้อผ้าที่ทำจากหมอก   ห้องที่มีสีฟ้าเจ้าสาวสายหมอกผู้เปลือยเปล่านอนหันหลังให้กับผม   แสงสลัวอันเข้มข้นโอบกอดเธอ เลือนรูปทรงและค่อยๆจางหายไป   เธอสูญสลาย ฟูกด้านที่เธอน่าจะนอนอยู่ตอนนี้เย็นเยียบ  ผมเหม่อจ้องความว่างเปล่านั้น แล้วร้องให้

 

เหลือเพียงผมในห้องสีฟ้าของครึ่งแสง ภาพฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าปรากฏวนเวียนในยามสายอันมืดสลัว

 

เสียงกีตาร์เศร้าสร้อยของ NICK DRAKE นักร้องคนโปรดของเธอ ยังอ้อยอิ่งเชื่องช้า เธอบอกว่า เธอรู้จัก NICK หลังจากเรารู้จักกัน   เธอบอกว่าเธอเจอ NICK ในร้านซีดีมือสอง ภาพชายหนุ่มค้อมหลังจ้องมองกีตาร์ตัวเองในพื้นสีห้า ทำให้นึกถึงผม  เธอเอาเพลงของNICK ให้ผมฟัง   ผมผู้ไม่ประสาเพลงเก่าจากยุค 70 เหม่อฟังเสียงกีตาร์เศร้าสร้อยของชายคนที่เธอบอกว่าเหมือนผม เธอประจุเพลงของNICK ลงใน IPOD ของเธอ ฟังมันซ้ำๆ    ในรถโดยสาร   ในรถไฟใต้ดิน บนถนน บนเรือข้ามฟาก บนบันไดเลื่อน ในลิฟท์ กระทั่งตอนที่นอนหลับอยู่ข้างกัน    เสียงเพลงอ้อยสร้อยนั้นทำให้รู้สึกราวกับผมอยู่กับเธอในทุกแห่งหน ผมรู้จัก NICK DRAKE เพราะเธอ    ไม่ได้รู้สึกอย่างแรงกล้าว่าเหมือนเขาจนเธอเลือนจางจากไป

                – ผม – อายุยี่สิบเก้า   และทุกข์เศร้าราวมีอายุสองร้อยปี ทำงานประจำที่ไม่มีคุณค่ามากพอให้กล่าวถึง ใช้ชีวิตโดยมากในห้องสีฟ้า ที่มี่คำแปลร่วมในภาษาอังกฤษ ว่า ความเศร้า

                เธอเคยบอกว่าคนเช่นผมนั้นพร้อมจะฆ่าตัวตายได้ในทุกเมื่อ และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เธอหวาดกลัวจับใจ    ผมเคยคิดเงียบเชียบไว้เหมือนกันว่าถ้าวันหนึ่งผมตัดสินใจจะไปจากโลกนี้   มันก็ไม่ใช่ความผิดของใคร    ผมจะเขียนจดหมายบอกเธอว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอ   ผมเพียงไม่อยากมีชีวิตสืบต่อ   ลืมผมเสียและมีชีวิตใหม่   ให้ผมเป็นเพียงเถ้าธุลีที่ลอยหายเลยลับ    แต่ผมไม่ได้เขียนมันลงไป   มันช่างเห็นแก่ตัวและเจ็บปวดปานนั้น   พอคิดมาถึงตอนนี้   สำหรับผมความตายก็ไม่ได้ง่ายดายอีกต่อไป   พอเราเปิดรับใครสักคนเข้ามาในชีวิต ชีวิตก็จะไม่ได้เป็นของเราอีก   พันธนาการในนามอื่น   รูปอื่น  จะร้อยรัดเราไว้   กระทั่งลมหายใจเรายังไม่ได้กำหนดได้โดยสมบูรณ์   ผมจึงเพียงครุ่นคิดถึงมันเงียบเชียบในเวลาที่อยู่ลำพัง   การมีอยู่หรือจากไปของผม ไม่ได้เพิ่มเติมหรือลดทอนคุณค่าความหมายใดๆลง    ผมตายดับ   ห้องสีฟ้ากลายกลับว่างเปล่า และจะมีคนมาเช่าอยู่แทน เดินลัดเลาะตรอกเล็กในเมืองนารา ผมจะถูกลืม ตายดับลับไป

                แต่หากเป็นเธอที่จากไปแทน เจ้าสาวสายหมอก    เธอตายในยามสายที่มีครึ่งแสง    ความผิดพลาดของผู้คน   ของโลก   และอาจจะของผมเองที่กอดเธอไว้ไม่แน่นพอ 

                หลังจากนั้นผมมักฝัน   ยามสายไม่เคยสดฉ่ำอีกเลย   ทุกวัน เมฆหมอกมืดครึ้มคลี่คลุมแสงอาทิตย์จนเหลือเพียงครึ่ง   ผม   เดียวดายในห้องสีฟ้าถูกหลอนหลอกด้วยภาพของเธอในทุกที่   สลัวรางบางเบา    มาถึงตอนนี้ความตายหายใจเย็นเยียบรดใบหน้าผม ผมทั้งหวาดแสยง และขลาดกลัว    ความคิดเรื่องการฆ่าตัวตายกลายเป็นสิ่งซึ่งผมไม่อาจทนรับได้อีกต่อไป 

                บางครั้งผมหลับไป และตื่นในที่อื่น   ที่ที่มีครึ่งแสง และเจ้าสาวสายหมอกเดินลับหัวมุมถนน   ที่นั่น ผมเดินเท้าตามหาเธอ ตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ในตรอกซอกซอยที่เหมือนเมืองนารา   แต่เป็นสถานที่อื่น ราวกับวันเวลาชั่วร้อยปีพันปีไหลทบมารวมกัน   ผมดุ่มเดินไปไม่สุดสิ้น    ตื่นขึ้นและหลับไป   โลกข้างนอกของวันและคืนในปัจจุบันขณะเลือนหายไป

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.