ออกไปฆ่าคน

Posted in tales of tropical malady on กรกฎาคม 9, 2007 by shuman

 เรื่องสั้น – สั้น ประพันธ์โดย ชูมาน  

บทที่ 0

เขาเขาจะออกไปฆ่าคนอีก ปลดกระสุนที่หน่วงขังในรังเพลิงทิ้งเสียสักสองสามนัด  พวกมันพร้อมจะบุกมาได้ทุกเมื่อนั่นแหละ และในสถานการณ์เช่นนี้ ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ภายใต้กฎหมายของสัญชาตญาณดิบ การฆ่านับเป็นความชอบธรรมประการหนึ่ง  เขาไม่รุ้จักพวกมันสักคน ซึ่งนั่นทำให้การฆ่าเป็นเรื่องง่ายขึ้น สมองสนใจเพียงสองที่ หนึ่งคือตาข้างขวาที่ประทับเล็งเป้า และสองคือนิ้วก้อยขวาซุ่มรอจังหวะเหมาะเกี่ยวนิ้วลั่นไก ที่เหลือเป็นเรื่องของลูกกระสุนสังหารและความเมตตาของพระจ้า ซึ่งถ้าพระเจ้ามีจริง ท่านก็ทอดทิ้งที่นี่ไปเสียแล้ว  

ศาสนาของเขาไม่นับถือพระเจ้า เราต่างเพียงแสวงหานิพพานผ่านทางการตื่นรู้แห่งตัวตน เขาอดคิดไม่ได้ว่ามีพระเจ้าราคาถูกกว่านิพพานด้วยตนเอง  เขาไม่รู้เรื่องการตื่นรู้ หรือเรื่องพระเจ้า รู้แต่ว่า นี่คือเมืองที่จะหลับใหล เพราะพระเจ้าทอดสายตาไปทางอื่น 

 ป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่หลุดสายตาเข้ามาในลำกล้องปืน อยู่ในระยะหวังผล ขอเพียงลั่นไกล ชีวิตก็ปลิดปลิว มันคงง่ายกว่าถ้าจะเป็นชายฉกรรจ์สักคน เพราะกระทั่งมัจจุราชก็ยังเลือกปฏิบัติต่อความตายของผู้คน และเขายังมีมนุษยธรรมอยู่บ้าง ขาลดลำกล้องปืนลง นึกอุ่นใจในแสงวาบมนุษยธรรมแห่งตนเอง เขาอยู่ในเมืองโสมม ที่ฟ้ามืด และแสงสว่างเพียงเล็กน้อยเป็นเรื่องสำคัญ 

 บทที่ 0.1  เด็กชาย 

ในโลกของผมนั้นเราทุกคนคือนักบวช ผู้ซึ่งในที่สุดจะไปพบพระเจ้า แม้เราจะต้องทนทุกข์ขณะที่มีชีวิตเราก็ต้องเชื่อมั่น  แสงแดดยามบ่ายแผดกล้า เปล่าประโยชน์ที่จะสงสัย

 บทที่ 0.2 ผม 

ผมจะออกไปฆ่าคนสักคนหนึ่ง คนพวกที่มันจับพี่ชายของผมไปขัง ไปฆ่า ผมไม่เคยคิดเรื่องความตายมาก่อน จนมันมาปรากฏขึ้นตรงหน้า ก่อนหน้านี้สำหรับผมมันก็เพียงเหตุการณ์หนึ่งไปยังเหตุการณ์หนึ่ง ผมเข้าใจมันในฐานะของคนที่ยืนอยู่ข้างนอก ผมมองดูวงกลม และเห็นเส้นรอบวงทั้งหมด โดยไม่เคยสนใจว่าใครกันที่วาดวงกลมไว้ โดยไม่รู้ตัวผมยืนอยู่ในวงกลม  หากลั่นไก กระสุนสังหารจากฟากฝั่งถนนนี้จะพุ่งตรงเจาะเข้าไปในเลือดเนื้อของมัน คนแปลกหน้า มีแต่คนแปลกหน้าเท่านั้นที่ฆ่ากันได้ เราฆ่าเพื่อนเราไม่ได้ แม้เขาจะหักหลังเรา เพราะสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วมันย่อมต้องเกิดขึ้น  ผมจับจ้องมองอยู่ที่นี่มาแต่เช้า รอรถมอเตอร์ไซค์สักคัน เหยื่อไม่ใช่มนุษย์ มันคือเหตุการณ์ ที่ไม่มีเลือดเนื้อ ผมจำต้องมองเช่นนั้น เพราะนั่นคือทางเดียวที่ผมจะพูดให้ทุกคนได้ยิน  ว่าผมมีชีวิตที่นี่ ถูกกดขี่ชั่วชีวิต  

บทที่ 0.3 พระเจ้า 

 เด็กชายหายไปจากลำกล้อง เขากวาดสายตาทั่วก็หาไม่พบ ราวกับระเหยไปในอากาศร้อน 

บทที่ 0  เรา  

เราอยากออกไปฆ่าสักคน มอบปืนให้เรา คุมกันเรา เราฆ่าพวกเขาผ่านทางความคิดและคำสาปแช่งมานานพอแล้ว ขอปืนให้เราลงไปสังหารพวกเขาด้วยตนเองเถิด เราทำเพื่อแผ่นดิน  ไม่มีใครสมควรได้รับการให้อภัยจากการหักหลังแผ่นดิน  เรากินข้าวเช้าพร้อมกับคำสาปแช่ง กินมื้อเที่ยงพร้อมคำสาปแช่ง บยามนอนหลับไปพร้อมกับสาปแช่ง เราคือมัจจุราชไม่เลือกความตาย ที่ประสงค์จะทำร้ายใครสักคน และไม่เคยสนใจความเป็นมา หนึ่งเหตุการณ์ตัดสินทุกชีวิต  

 บทที่ 0  

การฆ่านั้นง่ายดายเพราะเราล้วนแปลกหน้าต่อกันมาตั้งแต่ต้น  แม้เราจะมีหัวใจอยู่ข้างซ้าย และเลือดในกายที่ร้อนเร่าเท่ากัน  โปรดหลับตาเถิด  กล่าวแก่พระเจ้า หลับไปไม่ต้องตื่น จะได้ไม่เห็นความข่มขื่นของดินแดนนี้  

ความฝันยามเช้าของปีที่เจ็ดสิบห้า

Posted in poem without gender on กรกฎาคม 7, 2007 by shuman

ชายผู้หนึ่ง พร่ำคำไร้ความหมาย

 ร้อยปีต่อมาผู้คนเรียกขานในนาม บทเพลง  

เปล่าประโยชน์จะไขขาน บทเพลงไร้ชื่อที่จะมีคนรู้จักในเวลา

ในหนึ่งร้อยปีต่อมา

 

 

 

ในปีที่เจ็ดสิบห้า

มันยังคงเป็นคำไร้ความหมาย

 

 

 

เธอได้ยินมันหรือ !

จดจำมันไว้

 

ในความฝันยามเช้าของปีที่เจ็ดสิบห้า

 

 

ให้เสียงอึงอลของจักรกลตีนตะขาบเบาลง

ด้วยท่วงทำนองของถ้อยคำไม่รู้ชื่อนี้เถิด

 

ชูมาน / 26/62550 

 

 

WILLIAM S. BURROUGHS : นักวิทยาศาสตร์

Posted in quote on กรกฎาคม 3, 2007 by shuman

 

ถ้าจะมีใครที่ต้องถูกนำตัวไปสู่ห้องประการแล้ว พวกนักวิทยาศาสตร์คือพวกแรกอย่างแน่นอน ใช่ ผมเป็นพวกที่ต่อต้านวิทยาศาสตร์ เพราะผมรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์นั้นืหน้าที่เป็นภาพเสนอของการสมคบคิดซึ่งปลอมแปลงความเป็นจริง และ จักรวาล จักรวาลของพวกนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น พวกเขาเสพติดความจริง และต้องมีอะไรที่เป็นจริงมากๆติดมืออยุ่เสมอ เรามีเครื่องจักรซึ่งสร้างขึ้นด้วยความประณีตซึ่งผมรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำลายมันลงให้ราบคาบ เพื่อให้เป็นเช่นนั้น เราจ้องการคนที่เข้าใจกลไกของการทำงานของเครื่องจักร -สื่อสารมวลชน- เหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ

WILLIAM S. BURROUGH

จาก บทสัมภาษณ์ สนทนา กับ วิลลเลียม เอส เบอร์โรห์ส โดย เกรเกอรี่ คอร์โว และ อัลเลน กินส์เบริ์ก

จาก หนังสือ UNDERGROUND BULETEEN ฉบับ 11

 

ห้องสมุดของชูมาน 2 : มาตานุสติ

Posted in shuman's library on กรกฎาคม 1, 2007 by shuman

    แสงแดดสาดลำต้องฝุ่นละอองในห้องสมุดของเธอ ชูมานเข้ามานอนอยู่บนพื้น จ้องมองชั้นหนังสือชั้นล่างสุดที่ตรงกับระดับสายตา เธอเผลอหลับแล้วฝันไป ขณะนอนอยู่บนพื้นห้อง แสงแดดที่แรกเริ่มจับอยู่บนกรอบหน้าต่าง ไล่เลื่อนลงมาสาดต้องบนแก้มเธอให้รู้สึกผ่าวร้อน ราวกับแสงแดดลักลอบจุมพิต ในฝัน เธอหลุดเข้าไปอยู่ในหนังสือเก่าแก่บางเล่มที่เธอเปิดออกอ่านก่อนหลับไป  

 

หนังสือสองสามเล่มวางอยู่บนโต๊ะ บางทีคนรักของเธออาจนำมาวางไว้ เขาชอบไปร้านหนังสือในตอนเช้าวันอาทิตย์ ใช้เวลายาวนาน ในตอนเปิดร้านใหม่ๆ เลือกหนังสือ โดยมากตอนเช้าผู้คนชอบมาซื้อนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ ที่ว่างระหว่างชั้นหนังสือ ในแสงแดดสายจึงกลายเป็นอาณาจักส่วนบุคคล เธอไม่รู้ว่าเขามาที่นี่ตอนไหน อาจเป็นตอนเธอหลับ วางหนังสือทิ้งไว้ แล้วไปโดยไม่บอกกล่าว ละลายกลายเป็นแสงแดดที่สาดต้องเสี้ยวหน้าของเธอ  และตลอดวัน ชูมานจมดิ่งลงไปในหนังสือเหล่านั้น

 

    มาตานุสติ  : แดนอรัญ แสงทอง

  ชูมานรู้สึกหายใจไม่ออกตลอดเวลาที่เธออ่านหนังสือเล่มนี้ ทุกอย่างมืดดำลงเหมือนดวงอาทิตย์ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษไข อากาศเหนียวหนืดเหมือนจะกลายเป็นของเหลว เข้มข้นและดำมืด ดิ่งลงไปสู่ที่ลึก จะเป็นอะไรได้ นอกจากนรก !  

 

 

มันคือเรื่องของแม่ลูกคู่หนึ่งที่ในที่สุดกำลังจะมีบ้านเป็นของตัวเอง หลังจากเร่ร่อนอาศัยในห้องเช่าเล็กแคบอัด ทั่วเมือง และพบพานกับนรก- ในรูปแบบต่างๆ นรกที่ว่าเกิดขึ้นตรงนั้น ตรงนี้ ที่นั่น ที่นี่ และแจผ่านตาทุกคนมาแล้ว หากวิธีการทำให้นรกนั้นเป็นเหตุการณ์ที่มีเลือดเนื้อ ขณะเดียวกันก็ทอดตาชาเฉย ราวกับเล่ามันด้วยมุมมองของคนนอก (ทั้งๆที่หนังสือทั้งเล่มเดินหน้าด้วยกระแสสำนึกของตัวลูกสาวที่ป่วยไข้ทางวิญญาณ)  ทำให้เหตุการณ์นั้นดูเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง- และปราศจากข้อเรียกร้องทางอารมณ์ ใดๆ นอกจากความรู้สึกอันมืด เข้มข้น ตื่นตระหนก หวาดผวา 

 

  รายงานสภาพทางภูมิศาสตร์ของอเวจีขุมต่างๆ แห่งโลกยุคใหม่ และสภาพทางจิตใจโดยสังเขปของผู้ที่อยู่ในขุมอเวจีเหล่านั้น  คำโปรยบนปกหนังสือเขียนไว้เช่นนั้น  และแดนอรัญ แสงทอง เจ้าของบทประพันธ์ ไม่รีรอที่จะลากจูงคนอ่านลงนรก ไปกับเขาด้วย  

 หนังสือเล่มนี้พูดถึงแม่ แม่ที่ไม่ได้มีความหมายว่าแม่พระ แต่หมายถึง สตรี ที่ทำทุอย่างเพื่อลูก ความเป็นแม่ที่เต็มไปด้วย ความดิบเถื่อน  ความเห็นแก่ตัว (เฉกเช่นวิถีที่แม่กระทำต่อโสเภณีนางหนึ่ง) และสัญชาตญาณดิบ ความเป็นแม่ของหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ปรุงแต่งด้วยความคิดสวยสดงดงาม แต่มันยืนอยู่บนพื้นฐานเยี่ยงสัตว์เพศแม่ ที่สู้ยิบตาเพื่อปกป้องลูกน้อย มองอย่างเป็นธรรม ความเป็นแม่ จะสวยสดงดงามเฉพาะตากสายตาของลูกเท่านั้น ในส่วนอื่นๆยังต้งเป็นที่สงสัย (แต่มักได้รับการยกเว้นในฐานะ แม่! ) 

 

  มาตานุสติ คือการระลึกถึงแม่ หรือการระลึกถึงความเป็นแม่ ชูมานไม่แน่ใจนัก

 

 แดนอรัญ สงทอง เป็นชื่อสำคัญของนักเขียนไทย งานของเขาอาจไม่โด่งดังในไทย แต่ในนาม ของSANEH SANGSOOK (ซึ่งเป็นชื่อนามสกุลจริง) นี่คือนักเขียนไทยที่เป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรมโลก หนังสือของเขาได้รับการแปลหลายภาษา แต่ในเมืองๆไทย มันขายไม่ค่อยได้ ชูมานมีหนังสือของเขาหลายเล่ม ทั้งสมัยที่เขาแปล ฝันสีดำ (หนังสือที่ชูมานอ่านไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย แต่มันกับตรึงอยู่ในหัวยาวนาน) หรือคนโซ ไปจนถึงหนังสือ หนึ่งย่อหน้า อย่าง เงาสีขาว หนังสืออ่อนหวานอย่างเพลงรัก คนพเนจร และ ยามพราก หรือเจ้าการะเกด และ อสรพิษ เรื่องสั้นที่ไม่ได้รับการเหลียวแลในเมืองไทย แต่ได้ตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสก่อน  ใครหลายคนบอกว่า แดนอรัญ แสงทอเป็นบ้า เขาเก็บตัวอยู่ในกระท่อม ผู้ชนะ ในจังหวัดเพชรบุรี ทุ่มเทให้กับงานเขียนเต็มเวลา โดยไม่สนใจสิ่งอื่น ความทุ่มเทขนาดนั้นทำให้เขาสร้างงานขนาดนี้ออกมาได้ ภาพปกคือภาพเงาเข้มข้นของนักเขียนผู้มีเคราเฟิ้ม มุ่งมองมายังคนอ่าน ชวนตระหนก และราวกับเตือนภัย จงระวังความดำมืดภายในหนังสือเล่มนี้ 

 

  แน่นอนในฐานะนิยาย บางครั้งการบรรยายความเหี้ยมโหดของสังคมชั้นล่าง โดยไม่นำพาปรารมภ์กับความรื่นรมย์ใดๆ (เว้นแต่เราจะนับการบรรยายแบบถึงกระดูกของเขาว่าความรื่นรมย์ ซึ่งทำไมจะนับไม่ได้เล่า) การไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ทำให้มันออกจะถอยห่างจากความสมจริงอยู่บ้าง (ถ้าความหมายของความสมบูรณ์คือความสมจริง ล่ะก็) แต่ในเมื่อเขาตั้งใจอย่างยิ่งยวดที่จะจัดวางนรกให้เราเห็นผ่านชะตากรรมไร้ความปรานี(และไร้ความสงสารจากผู้เขียน )ที่มีต่อสองแม่ลูก แล้วไซร้ ภาพนรกก็ฉานฉาย เงาดำมืด ชัดแจ้ง ชูมานรู้สึกตัวเธอเหนียวหนับ ราวกับอาบด้วยคาวไคลโสมมของโลกข้างนอก ซึ่งจริงๆเสียยิ่งกว่าจริง 

 

  การอาศัยเรื่องเล่าเล็กๆน้อยๆ อันชั่วช้า ร้อยรัดเข้าไปในเหตุการณ์ที่ที่แท้กินเวลาไม่มากนัก (และดัดแปลงมาจากเรื่องเล่าทางฝั่งตะวันตก หากคลี่คลายกลายเป็นเรื่องเล่าของผู้เขียนเอง) เป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า ที่ราบเนียน หดหู่ และจบลงอย่างสิ้นหวัง  

 

หนังสือที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปีนี้ 

 

คนรักของเธอเสียบกระดาษไว้ท้ายเล่ม ชูมานเห็นด้วย แต่มันทำให้เธอเหนื่อยมาก มันดูดกินวิญญาณของเธอ จนเธอแทบจะหลับผลอยไปในทันทีที่อ่าจบ  คืนนั้นเธอฝันร้าย  ความฝันเหี้ยมโหด เข้มข้นและมืดดำ ครั้งสุดท้ายที่เธอเป็นเช่นนี้ คือเมื่อเธอหลับไประหว่างการอ่าน เสียงร่ำให้ที่เงียบงัน ของเคนซาบุโร่ โอเอะ   ชูมานตื่นลืมตากลางห้องสมุดมืดสนิท หลับตาไม่ลงอีกตลอดคืน ราวกับมีคนร้ายเดินวนรอบบ้านเธอ ความชั่วร้ายประดังประเด นั่นเอง เธอตัดสินใจเปิดโคมไฟดวงเล็ก หยิบหนังสือเล่มต่อไปมาอ่าน   

 

 http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=10149    

เ ช้ า ที่ เ ธ อ

Posted in tales of tropical malady on มิถุนายน 10, 2007 by shuman

เธอตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกอันเข้มข้นว่า เธอจะต้องใช้มีดจ้วงแทงเขาในเช้าวันหนึ่ง

ความรู้สึกเข้มข้นเหมือนน้ำแดง ที่พอเราเทลงไปในน้ำเปล่าจะเห็นการเคลื่อนที่ของโมเลกุลน้ำตาล หากกินเปล่าจะหวานแสบคอ

เข้มข้นเหมือนแกสที่รั่วออกจาะถังเอ่อเต็มกุ้งกระจายอยู่ในห้องมิดชิด ประกายไฟเพียงเล็กน้อย อาจระเบิดห้องให้เป็นจุณ

เธอรู้สึกเข้มข้นถึงเพียงนั้น รู้ในรายละเอียดถี่ยิบ ราวกับว่าซึมซับวินาทีนั้นนานเนิ่น ดังนั้น ของให้เธอได้มีโอกาสบรรยายถึงสภาพในวันนั้นสักเล็กน้อย

มันเป็นวันที่มีอากาศจ่มใส ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า และหมู่เมฆเคลื่อนไปไม่หยุดหย่อนตามแรงลม อากาศอุ่นสบายน่าเดินเล่น ถ้าตากผ้ามันจะแห้งในตอนบ่าย ถ้าเป็นเด็ก เธอจะนอนหลับอุตุ อยู่บนที่นอน

แต่สายวันนั้น เธอคิดอย่างมั่นใจ เธอน่าจะยืนอยู่ที่อ่างล้างจาน อาจกำลังล้าง หรือไม่ก็ยืนลังเลว่าจะล้าง หรือทิ้งมันไว้อย่างนั้นดี แต่เธอยืนอยู่ที่อ่างล้างจาน มีถ้วย ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ใช้แล้ว อยู่ในมือ มีดวางอยู่บนที่คว่ำจาน ครั้งล่าสุดที่เธอใช้มันคือตอนที่เธอปอกผลไม้ให้เขาเมื่อวาน

เขาเดินตามหลังเธอมาประมาณ 10 นาที น้ำก๊อกเปิดทิ้งไว้ เสียดังน่ารำคาญ เช้านั้นเธอไม่เปิดวิทยุ ถ้าเปิดจะน่ารำคาญมากขึ้นเป็นสองเท่า

เธอยืนอยู่ตรงอ่างล้างจาน แสงแดดยามสายและลมฤดูร้อนลอยเข้ามาทางบางเกล็ด เธอสวมเสื้อซับในมีลูกไม้ แลกางเกงในสีขาว เขาสวมกางเกงในตัวเดียว ดูอ้วนและน่าเกลียด

เธอบรรยายได้ทุกสิ่ง รูปร่างของเขา วิธีการใช้มีด ตำแหน่งที่แทง เลือดที่พุ่งออกมาจากท้อง จำได้กระทั่งเสียงร้องโอดโอยคร่ำครวญหวนไห้ ถามคำถามกับเธอ

คำถามที่กระทั่งตัวเธอในตอนนี้ ซึ่งอยู่ในอดีตของเหตุการณ์นั้น ก็ไม่อาจตอบได้

ที่แท้คนรักกันก็มักทำร้ายกันโดยไร้เหตุผล มีแต่คำถามที่ไม่มีคำตอบ ถ้าตำรวจสอบสวนเธอจะเล่าเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด แต่ไม่อาจทราบแรงจูงใจ

มันลึกลับดำมืดเกินไป จนเธอไม่สามารถค้นพบ

เธอมีเวลาสามวัน (เธอคิดว่าเหตุการณ์จะเกิดในเช้าวันอาทิตย์) ที่จะค้นหาว่าทำไม เธอถึงแทงเขาที่ท้องในวันอากาศดี

เลือดของเขาจะเป็นประกายยามต้องแสดงแดดสาย เธอนึกออกถึงกลิ่นของมัน ความอุ่นของมันด้วยซ้ำ

แต่บางทีอาจเพราะเธอต้องค้นคำตอบว่าทำไมเธอจึงแทงเขา อาจกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอแทงเขาก็เป็นได้

ก่อนอื่น เธอต้องค้นให้พบเสียก่อน ว่าทำไมเธอจึงรักเขา มันมีอยู่จริงหรือเปล่า หรือเธออาจอธิบายได้เพียงวิธีที่เธอและเขานัดพบกัน สถานที่ที่ไปเที่ยว หนังที่ไปดู

แต้เธอไม่อาจเข้าใจว่าทำไม

เช่นที่เธอไม่อาจเข้าใจว่าทำไม อีกสามวันข้างหน้า จู่ๆเธอจึงเอามีดแทงเขาล้มลงตายต่อหน้าต่อตา

โดยไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ อยู่ในจิตใจ

นิ ท า น น ก

Posted in poem without gender on มิถุนายน 10, 2007 by shuman

น ก ไ ร้ ข า

 

ผมเคยได้ยินเรื่องนกไร้ขา

มันได้แต่บินและบิน

เหนื่อยก็นอนในสายลม

ในชีวิตจะลงดินก็เพียงครั้งเดียว  เมื่อถึงวันตาย

 

น ก ไ ม่ มี ปี ก

มีนกปีกหักอยู่ตัวหนึ่ง

นกที่บินไม่ได้

เดินอยู่บนพื้นด้วยสองขา

และเฝ้าฝันถึงฟ้ากว้าง

 

น ก

เขาได้ยินนิทานนกจากที่ไหนสักแห่งเสมอ สัตว์สองขาโบกปีกไปในฟ้ากว้าง กลเท่าไกลก็ไปถึง สุดขอบฟ้า หลังโค้งเมฆ ขอบสายรุ้ง

ในบางครั้งเขาเฝ้าว่าตัวเองเป็นนก ปีกสีขาว และสายลม

แต่บางครั้งเขาเศร้าสร้อย เวลาได้ยินตำนาน นกไร้ขา และนกไร้ปีก

เขาเศร้าสร้อย

ไม่ใช่เพราะสงสารนกไร้ขา หรือนกไม่มีปีก

แต่เพราะที่แท้เขาเศร้าที่ตัวเองไม่ได้ไร้ขาหรือไร้ปีก หากเขาเป็นนก

ปีกเขาคงแข็งแรง และสองขาคงมั่นคง

แต่เขายังคงเสร้าสร้อย เพราะที่แท้เขาคือนกสามัญ ผู้ไม่สมควรจะเศร้าสร้อย

บินไปถึงสุดขอบฟ้าก็ไม่เป็นตำนาน

นิทานนกอันเศร้าสร้อย ทิ้งรสหวานโรแมนติคตรงปลายลิ้น

บางครั้งเขาสงสัย เขาอยากเป็นนกเอที่จะบิน หรือเพื่อเศร้าสร้อยกันแน่

 

น ก ไ ร้ ข า 

 

นกไร้ขาไม่รู้ ความจริงมันตายตั้งแต่แรกบินแล้ว

น ก ไ ม่ มี ปี ก

นกไม่มีปีกพบลูกหมาตัวหนึ่งที่ซุกซนและคิดว่านกน้อยเป็นเพื่อนเล่น

 

แต่นกที่น่าสงสาร เจ้านกปีกหัก พยายามวิ่งหนี ด้วยสองขาที่ไม่คุ้นเคยกับพื้นดิน นกน้อยเปราะบาง และสองปีกที่แตกร้าวก็ล้มลง และตายอย่างเจ็บปวด

 

นกที่บินไม่ได้ นอนตายอยู่บนพื้นและฝันถึงฟ้ากว้างอย่างเดียวดาย

น ก 

 

เขาโบกปีกของตนแล้ว สองปีกแข็งแรง โบยตีสายลม เพื่อเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้ง นกไม่รู้ว่าตนเองจะบินไปไหน  เขาบินเพราะเขามีปีก และมีตำนานนกผู้มาก่อนโบยตีดวงวิญญาณอยู่ภายใน เขาคิดถึงนกนางนวลบางตัวที่บินเพื่อที่จะบิน เพื่อที่จะไปให้พ้นจากข้อจำกัด คิดถึงนกที่ตายในสายลม หรือตายบนพื้นดิน

ชะตากรรมของนกไร้ขา และนกไม่มีปีก นั้นเศร้าแต่งดงาม

เขานึกสงสัยในปรารถนาแห่งตนเรื่องเล่าจากปลายปีกของเขานั้น จะเศร้าแต่งดงามหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงเรื่องเล่าของนกสามัญ ท่ามกลางนกนับล้านบนโลกนี้

เมื่อเขาโบกปีกบิน ขอบฟ้าเป็นของเรื่องเล่าที่มาไม่ถึงหรือเป็นของสองปลายปีกของเขาในตอนนี้

นกไม่มีคำตอบ มันคงอยู่ในสายลมที่ไหนสักแห่ง เขาควรบินเพื่อค้นหามันไหม

 

น ก

เขาอยากลองเล่าตำนานของตนเอง

มีนกอยู่ตัวหนึ่งซึ่งมีทั้งปีกและขาอันแข็งแรง

แข็งแรงจนบางครั้งเขานึกอยากเด็ดปีก หักขาของตน

เพื่อจะได้เป็นนกไร้ขา อันเดียวดาย และนกไร้ปีกผู้เสร้าสร้อย

แต่เขาไม่เด็ดเดี่ยวพอ ไม่โดดเดี่ยวพอ

เขาจึงได้แต่บินเฉกเช่นนกสามัญทั่วไป

ใช้ชีวิตเยี่ยงนกสามัญ

เหนื่อยก็แวะพักเกาะคอน

ฝันถึงฟ้ากว้างที่เขาไม่เคยไป และมีเรื่อเล่ามากมายในโค้งฟ้าของสองปีก

เขาตายเยี่ยงนกสามัญ และใช้ชีวิตเท่าที่นกสามัญตัวหนึ่งจะใช้ได้

 

 

หยดน้ำ

Posted in tales of tropical malady on มิถุนายน 9, 2007 by shuman

- หยดน้ำหนึ่งเม็ดร่วงจากฟากฟ้า นับเป็นฝนหรือไม่ -

 

ผมเหม่อมองน้ำหยดน้ำที่หล่นลงกระทบหลังมือ จากนั้นแหงหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สบตากับมฆสีเทาหนาหนัก คาดเดาเอาว่าจะมีเม็ดฝนอื่นหล่นลงกระทบใบหน้า ดวงตา ริมฝีปาก หรือต้นแขน

 

แต่เปล่าเลย ไม่มีฝนตกลงมาแม้สักหยดหยาด

 

รวมทั้งไม่มีวี่แววว่าหยดน้ำนี้จะตกลงมาจากที่อื่น เช่นรางน้ำฝน ที่ยื่นพ้นชายคาบ้านสักหลัง หรือหยดน้ำที่ค้างจากต้นไม่สักต้น  รอบตัวผมมีเพียงความแห้งผาก  สรรพสิ่งเหือดสนิท ราวกับถูกดูดน้ำไปจนหมดทั้งร่าง  เว้นแต่เม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหลัง

 

ฝนตก ฝนกำลังจะตก ผมอยากกล่าวเช่นนั้น

 

แต่ไม่เลย ไม่มีสายฝน ไม่มีเสียงกระทบสังกะสี เปาะแปะๆ ไม่มีเสียงครั่นคืนของท้องฟ้า ไม่มีกระทั่งหยดน้ำต่อมา

 

มีเพียงหยดน้ำน้อยบนหลังมือที่บัดนี้เลื่อนไหลตัวเองลงไปอยู่ปลายนิ้ว

แล้วหยดลงกระทบพื้น

 

-หยดน้ำหนึ่งเม็ด ร่วงจากฟากฟ้า นับเป็นฝนหรือไม่

ผมถามตนเอง

 

-ดอกไม้ที่ปลิดกลีบจนร่วงโรยหมดสิ้น นับเป็นดอกไม้หรือไม่-

-กระจกที่ไม่อาจสะท้อนตัวตนได้อีก นับเป็นกระจกหรือไม่-

-ความฝัน ในขณะลืมตา นับเป็นความฝันหรือไม่-

-สถานที่ใหม่ แต่หลบอยู่ในห้องับ นับเป็นการเดินทางหรือไม่-

-น้ำทะเล มีเพียงรสเค็มหรือไม่-

-เรามองดุตนเอง ไม่รู้จักใบหน้าอัปลักษณ์แปลกประหาดที่สะท้อนกลับ นับเป็นตัวเราหรือไม่-

 

ผมถามคำถามประหลาดทีผมไม่เคยถามเลยตลอดมา ผมยังนับเป็นผมอยู่หรือเปล่า

 

สารภาพตามตรงกระทั่งตัวคำถามก็ไม่อาจเข้าใจได้หมดสิ้น เชื้อเชิญให้ตีความไปตามผู้ได้รับคำถาม

 

บางทีมันอาจเป็นเพียงการนำคำมาต่อกัน แล้วใส่ คำ ใช่ ไม่ใช่ เพื่อเพียงให้กลายเป็นรูปประโยคคำถามที่กลวงเปล่าตั้งแต่เริ่มถาม

 

หรือบางทีการเชื่อมร้อยสรรพสิ่งล้วนขาดไร้ซึ่ความหมาย หยดน้ำไม่ข้องเกี่ยวกับสายฝน ความฝันไม่เกี่ยวกับเปลือกตา ภาพสะท้อนไม่เกี่ยวข้องกับเม็ดฝุ่น กระทั่งใบหน้าก็ไม่เกี่ยวข้องกับตัวตน

 

ถ้าเช่นนั้น ทำไมฝนจึงตกเล่า

 

หยดน้ำหลายเม็ดร่วงลงจากฟ้า นับเป็นฝนหรือไม่

 

เพราะหากแต่ละหยดน้ำไม่ใช่ฝยน สิ่งใดคือสายฝน

 

หรือฝนที่แท้คือกรอบจำกัดของคำ ที่ไม่ได้หมายลงไปในรายละเอียด

 

ไม่มีหยดน้ำที่แท้จริงในสายฝน เช่นนั้นกระทั่งสายฝนคงไม่มีอยู่

 

ไม่มีใบหน้า ในตัวตน กระทั่งตัวตนก็ไม่มีอยู่

 

และที่ผมคิด เป็นเพียงการเล่นคำยักย้ายถ่ายเท ถ้อยคำใหม่ในรูปประโยคเดิม

กลวงเปล่าตั้งแต่ต้น !

 

ในที่สุดผมไม่อาจทราบ เนื่องด้วยฝนตกลงมาแล้ว

 

สูบบุหรี่เดียวดายในห้องแคบๆ

Posted in tales of tropical malady on มิถุนายน 9, 2007 by shuman

เรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย

 

เขาคิดว่าเขาควรจะตัดสินใจในเรื่องนี้ แต่มีปัจจัยเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากมายเกินไป เมื่อเขาตัดสินใจในสิ่งหนึ่งก็มีความหมายถึงการตัดสินใจในปัจจัยอื่นๆด้วย

เขาจึงเพียงสูบบุหรี่เดียวดายอยู่ในห้องแคบๆ

 

เขานึกอยากร้องเพลง แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะร้องเพลงอะไร ในอารมณ์แบบนี้ เขาน่าจะร้องเพลงเก่าของคาราวาน แต่เขาอยากร้องเพลงรักของ วิยะดา มันเป็นเพลงของผู้หญิง เพราะฉะนั้นเขาควรจะร้องเพลงของ ชรินทร์ นันทนาคร แต่มันเก่าและแสนเชย เขาสงสัยว่าเพลงของใครจึงจะเหมาะสมในการเปล่งสียงร้องออกไป

เขาจึงเพียงสูบบุหรี่เดียวดายอยู่ในห้องแคบๆ

 

หรืออาจจะเป็นในประเทศญี่ปุ่น

 

เขานึกอยากออกไปข้างนอก ถ้าเขาไปร้านหนังสือ หนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายจะยังมาไม่ถึง แต่ร้านอาหารเช้าที่เขาอยากกินปิดไปตั้งแต่ 10โมง ถ้าออกไปกินอะไรตอนนี้ก็ต้องหิวอีกในตอนเย็น หรือถ้าออกไปดื่มกาแฟ มันคงจำทลายการนอนกลางวันของเขาเป็นแน่น วันนี้เป็นวันหยุดวันเดียวในหนึ่งสัปดาห์ ถ้าออกไปเดินห้างต้องแต่งตัวดีๆแต่เขามีแต่เฉพาะเสื้อผ้ายับย่น

เขาจึงเพียงสูบบุหรี่เดียวดายอยู่ในห้องแคบๆ

 

หรืออาจะเป็นประเทศ อังกฤษ

 

เขานึกอยากโทรศัพท์ไปหาเพื่อน แต่ไม่แน่ใจว่าควรจะโทรไปหาเพื่อนที่เพิ่งคุยกันเมื่อวาน หรือโทรหาเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันหลายปี ซึ่งอาจเปลี่ยนเบอร์ไปแล้ว หรืออาจจะไม่รับ เพราะเขาเองก็เปลี่ยนเบอร์โทรไปเหมือนกัน หรือเขาควรโทรหาแม่ที่ไม่ได้โทรคุยกันตั้งหลายเดือนแล้ว แม่เอาแต่บ่น ไม่โทรไปจะดีกว่า หรือเขาควรโทรหาหญิงคนรัก คนที่เขารัก น่าจะเหมาะกว่า แต่เขาไม่รู้จะคุยอะไรกับเธอเขาไม่อยากอึกอัก ตะกุกตะกัก ตอนคุยกับเธอ ถ้าเช่นนั้นก็ควรโทรหาคนรักเก่า แต่มันจบไม่ดีนัก เธอคงไม่อยากคุยกับเขา ดีไม่ดี อาจจะพูดจาหยาบคายกับเขาอีกต่างหาก

เขาจึงเพียงสูบบุหรี่อยู่ในห้องแคบๆ

 

หรืออาจจะเป็นประเทศอเมริกา

 

เขานึกอยากหยิบข่าวการปฏิวัติในประเทศเล็กๆนั่นมาตัดสินว่าปัญหามาจากที่ไหน มาจากความชั่วช้าของ นายกรัฐมนตรี หรือประชาชนงี่เง่า ที่เสียผลประโยชน์ ดึงดูดมวลชนให้อออกมาตายบนถนน หรือมันอาจเกิดจากความไม่เช้าใจในระบอบประชาธิปไตย หรือเกิดเพราะความเพิกเฉยของคน หรือเกิดเพราะความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ หรือเกิดจากการคุกคามสื่อ มันอาจจะมาจากปัจจัยทั้งหมด หรือไม่ได้เกิดจากปัจจัยไดๆเลย อาจเป็นเรื่องของดวงเมือง หรือเรื่องที่มันต้องเป็นเช่นนั้น

เขาจึงเพียงสูบบุหรี่อยู่ในห้องแคบๆ

 

หรือเรื่องนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้น

 

เราจึงเพียงสูบบุหรี่อยู่ในห้องแคบๆ

และรู้ตัวว่าปอดกำลังเผาไหม้อยู่ภายในเรา แต่ไม่สูบบุหรี่ก็อาจจะเป็นมะเร็งได้ แต่ดารเลิกบุหรี่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก เขาจึง……..

นางแห่งเนินทราย 1

Posted in quote on กุมภาพันธ์ 13, 2007 by shuman

 

ภาพของทรายที่กำลังเคลื่อนไหวไปนี้มีผลกระทบอันน่าตื่นเต้นอย่างมิอาจบรรยายได้แก่ชายผู้นี้ ความแห้งแล้งของทรายอย่างที่เห็นๆกันอยู่เป็นปกตินั้นหาได้เกิดจากความแห้งแต่แย่งเดียวไม่แต่เกดิจากความเคลื่อนไหวอย่างไม่รู้จักหยุดซึ่งทำให้มันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีที่มนุย์เกาะกันอยู่อย่างน่าเหนื่อยหน่าย ปีแล้วก็ปีเล่ามันช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน

แน่นอนล่ะ  ทรายย่อมไม่เหมาะสำหรับชีวิต แต่กระนั้นก็เถอะ สภาพแน่นิ่งไมเคลื่อนไหวนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างที่สุดสำหรับการมีชีวิตอยู่เช่นนั้นหรือ ? การแข่งขันที่ไม่น่าพึงใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนเราพยายามที่จะเกาะติดอยู่กับสภาพที่ตายตัวตลอดเวลาหรือ? ถ้าคนเราจะเลืกการเกาะติดอยู่กับที่และปล่อยตัวให้ไหลไปตามความเคลื่อนไหวของเม็ดทรายแล้ว การแข่งขันก็จะยุติไปในไม่ช้า จริงๆนะ ในทะเลทรายนั้นมีดอกไม้บานและเหล่าแมลงก็มีชีวิตอยู่ สัตวเหล่านี้สามารถหนีจากการแข่งขันกันได้โดยอาศัยความสามารถอันใหญ่หลวงในอันที่จะปรับตัวได้ ตัวอย่างเช่น ครอบครัวแมลงปีกแข็งของชายผู้นี้ เป็นต้น

ในขณะที่กำลังคิดถึงผลของทรายที่ไหลลงไป ครั้งแล้วครั้งเล่าเขาก็ตกอยู่ในอการเพ้อไปว่าตัวเองเริ่มเคลื่อนที่ไปกับกระแสทรายที่ไหลอยู่ในนั้น

จาก ว่าด้วยบทกวี

Posted in poem without gender on มกราคม 7, 2007 by shuman

 

ที่เป็นดังนี้ก็นับว่ามีเหตุผลอยู่ เพราะหากพิจารณาจากต้นกำเนิดของบทกวีแล้ว ธรรมชาติของมันก็เป้นสิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่ง มันคือสิ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมา คือเสียงเพรียก คือเสียงร่ำร้อง คือเครื่องหมาย คือท่วงท่า คือปฏิกริยา ซึ่งดวงวิญญาณอันมีชีวิตแสดงออกเพื่อปกป้องตนเอง หรือเพื่อร่วมรับรู้ในอารมณ์ความรู้สึกในประสปการณ์ของชีวิต หากมองจากบทบาทแรกซึ่งสำคัญที่สุดในฐานะที่เป็นศักยภาพตามธรรมชาติ ก้อาจถือได้ว่าไม่มีบีบทกวีไดเลยที่อาจนำมาตัดสินตีค่าได้ เพราะภาระแรกสุดของมันก็คือการบอกกล่าวกับตัวกวีเอง  มันคือเสียงร้องของเขา คือเสียงคร้ำครวญโหยหวน  มันคือความฝันของเขา คือรอยยิ้ม คือความโกรธ ใครเลยอาจมาตัดสินถึงความฝันยามค่ำคืนของผู้อื่นด้วยอาศัยกฏเกณฑ์ทางสุนทรียศาสตร์ หรือถือเอากิริยาอาการของเราที่แสดงอออกผ่านมือและหัวด้วยท่วงท่าการเดิน และตัดสินเอาด้วยกฏเกณฑ์แห่งความถูกต้องและเหมาะสม เด็กทารกในอ้อมแขนซึ่งยัดหัวแม่มือแม่เท้าเข่าอมไว้ในปากก็ถือได้ว่าเป็นสามัญปรกติเช่นเดียวกับนักเขียนซึ่งกัดด้ามปากกาเล่น หรือเป็นเช่นนกยูงซึ่งรำแพนหาง ไม่มีไหนทำได้ดีกว่าไหน ไม่อาจถือได้ว่าใครถูกต้องเหมาะสมกว่าใคร

ทีนี้ก็ปรากฏอยุ่ว่า บทกวีนอกจากจะเป็นการปลดปล่อยกวีสู่สายธารแห่งอิสรภาพแล้ว บางครั้งมันยังหยิบยื่นความเบิกบานให้แก่คนอื่นๆด้วย มันยังอาจผลักดันสั่นไหวจิตใจของเขาได้ นั่นเองคือความงดงาม สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อการแสดงออกอันนั้น มีธรรมชาติที่เป็นสากล ถึงแม้ใช่ว่าจะเป็นดังนี้ทั้งหมดก็ตาม

และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอันผุพังเน่าเปื่อย ด้วยเหตุที่บทกวีอันงดงามย่อมส่งผลให้กวีกลายเป็นที่ชื่นชมยกย่อง ดังนั้นจึงหรากฏบทกวีจำนวนมากมายขึ้นในโลก ซึ่งไม่ได้มุ่งเพื่อสิ่งอันใดนอกจากพยายามที่จะให้งดงามเข้าไว้ โดยมิได้ใส่ใจกับคุณค่าดั้งเดิมของมันเลย ไม่สนใจกับบทบาทอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาและศักดิ์สิทธิ์ของมัน ตั้งแต่ต้นมาเลย ที่บรรดาบทกวีเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้อื่น เพื่อผู้ฟัง เพื่อผู้อ่าน มันไม่ใช่ความฝัน มิใช่การเริงรำ หรือเสียงร่ำร้องของดวงวิญญาณอีกต่อไป  มันไม่ใช่การตอบสนองต่อประสปการณ์ มิใช่จินตภาพอันพร่ามัว หรือมนต์วิเศษอีกต่อไป หาใช่กริยาของผู้รู้หรือใบหน้าอันบิดเบี้ยวของคนบ้าอีกต่อไปแล้ว มันเป็นเพียงผลิตผลที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็นงานที่สานสร้างขึ้นมา เป้นขนมหวานสำหรับสาธารณชน นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อขาย  มันมีขึ้นเพื่อรับใช้ความหรรษาของผู้ซื้อ เพื่อกระตุ้นหรือเพื่อชักนำบ่ายเบน ดังนั้น บทกวีทำนองนี้จึงได้รับการยอมรับง่ายๆ เราไม่จำเป็นจะต้องอ่านงานแบบนี้อย่างจริงจังหรือดูดดื่มเลย เราไม่จำต้องทุกข์ทรมานหรือหวั่นไหวไปกับมัน เราเพียงแต่โยกตัวแกว่งไกวอย่างสำราญใจไปกับท่วงทำนองอันราบรื่นน่ารักของมันเท่านั้น

จาก: ว่าด้วยบทกวี

หนังสือ : มาจากทางสายเปลี่ยว

โดย : เฮอร์มาน เฮสเส

แปล: พจนา จันทรสันติ

สำนักพิมพ์ ตถตา  ;กันยายน 2528