เรื่องรักไม่มีชื่อ บทที่ 6 พระจันทร์สีชมพู
บทที่ 6 พระจันทร์สีชมพู
เธอมาถึงสถานที่นั้นตอนพลบค่ำ พระจันทร์คืนเพ็ญเริ่มเปล่งแสงซีดนวล แสงที่หยิบยืมจากผู้อื่น อย่างไรเสียก็คงเปล่งประกายได้เพียงสลัวเลือน แสนไกลอดเทียบตัวเองกับแสงจันทร์ไม่ได้ ถนนถลางกลางคืนวันอาทิตย์เงียบจนแทบเปลี่ยวร้าง ร้านรวงพากันปิด ทิ้งเพียงแสงนีออนแข็งๆไว้ตามหน้าร้านยกเว้นอยู่เพียงสถานที่เดียว ซึ่งส่องไฟสีนวลระเรื่อเจือเสียงกีตาร์แผ่วเศร้า เธอยืนเก้ๆกังๆ ซูบซีดไต้แสงไฟ เขาอยู่ที่นั่นกำลังเล่นกับแมวลายเสือตัวหนึ่งบนตัก
ผมอาศัยอยู่บนดวงจันทร์
สถานที่นี้ไร้น้ำหนัก ผมจึงเพียงล่องลอยเคว้งคว้างไปรอบๆ
มีผม เก้าอี้ตัวหนึ่ง กลางอากาศหนาวเหน็บ
และผมคิดถึงเธอ
หญิงคนรักผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่สุดขอบโลก
แผ่นดินสุดท้ายที่พอหลุดไป ก็จะไปยังทะเลน้ำแข็ง ย้อนกลับไปยังอีกข้างของโลก
บนโลกมีแรงดึงดูด ดึงดูดเธอไว้ที่นั่น เธอจะมีเก้าอี้เป็นของเธอเองไหมนะ
เธอจะมีตัวตนไหมนะ
ในวันที่โลกกับดวงจันทร์ใกล้ชิดกันที่สุด
วันที่กระแสน้ำขึ้นสูงสุด
พระจันทร์ส่องแสงสุกสว่าง
ผมหวังให้โลกดึงดูดผมลงไป
โลกดึงดูดให้พระจันทร์หมุนไปรอบๆ แต่ไม่ยอมให้เข้าใกล้มากไปกว่านั้น
บางทีถ้าโลกดึงดูดผมมากๆ ผมอาจจะหลุดออกจากดวงจันทร์
แล้วหล่นลงไปคล้ายสะเก็ดดาว
แตกสลายเป็นเสี่ยงๆในชั้นบรรยากาศ
ตกลงในทะเลที่ไหนสักแห่ง
เก้าอี้ของผมคงกลายเป็นเศษไม้ลอยไปยังชายหาด
ที่สุดขอบโลก หญิงสาวของผมจะเดินเล่น
และเก็บเศษไม้ไปก่อไฟ
เธอคงจะอุ่น และผมคงดีใจ
ในอากาศสีฟ้า ที่ไหนสักแห่ง
ที่ไม่หนาวเหมือนดวงจันทร์
ร้านหนังสือสีนวลนั้นเองก็ร้างผู้คน ราวกับมันถูกเปิดไว้สำหรับรอใครสักคนที่บังเอิญหลงทางในคืนว้าเหว่ ราวกับประภาคารที่สาดแสงเรื่อเรืองบนเกาะแก่งโพ้นไกล ท่ามกลางท้องถนนมืดมิด และแสงจันทร์ เธอแล่นเรือมาจากเกาะที่ไมมีใครรู้จัก มุ่งมองประภาคารเป็นจุดหมาย มาถึงที่นี่ และตกหลุมรัก เอาอย่างง่ายดาย
หญิงสาว อาศัยอยู่สุดขอบโลก
ถัดไปจากฝั่งทะเลแห่งเธอ คือมหาสมุทรลึกลับไม่รู้จบ ทอดไปสู่แผ่นดินน้ำแข็ง
เธอทำหน้าที่เฝ้าประภาคารเดียวดายที่ปลายขอบโลก
คอยบอกเส้นทางให้แก่เรือทุกลำ แสงไฟสว่างวาบบอกว่า อย่าได้เลยพ้นไปจากนี้
หญิงสาวจะตื่นอยู่ตลอดคืน และนอนหลับในตอนกลางวัน
นานๆเข้าเธอคิดตลกๆว่าโลกนี้มีเพียงความมืดและเธออยู่ใจกลางของดวงอาทิตย์
หน้าที่ของดวงอาทิตย์คือการเผาไหม้ตัวเอง เพื่อเปล่งแสงสู่ดาวเคราะห์ สำหรับผลิพืชผลอันอุดม
เธอมิใช่ดวงอาทิตย์หากเป็นเพียงประภาคารเดียวดาย แสงของเธอ สร้างสรรค์สิ่งใดไม่ได้ ทำได้อย่างมาก เพียงป้องกันการทำลาย การสาบสูญไปในห้วงสมุทร
บางครั้งเธอคิดถึงชายคนรัก ซึ่งคงอาศัยอยู่บนดวงจันทร์
สถานที่ที่แสงของเธอสาดไปไม่ถึง
ดวงจันทร์มีแสงที่สะท้อนจากดวงอาทิตย์
ทำให้เธออยากเป็นดวงอาทิตย์ จะได้สะท้อนแสงให้แก่ดวงจันทร์
บนนั้นจะได้ไม่เหน็บหนาว
รุ่งสางของวันหนึ่งในฤดูหนาว เธอลงบันไดวน จากห้องชั้นบนประภาคาร ไปสู่ชายหาด พบท่อนไม้แตกหักโดนคลื่นซัดมากระทบฝั่ง
เธอส่องแสงให้สิ่งอื่นมาชั่วนิรันดร์ แต่ใช่ว่าจะไม่ต้องการแสงสำหรับตนเอง
คำวันนั้นเธอดูแลให้ประภาคารส่องแสงได้ตามปกติ มองดูดวงไฟใหญ่ยักษ์ เคลื่อนที่เป็นวงกลมกวาดไปในความมืด
เธอเริ่มก่อไฟ โดยใช้ท่อนไม้ที่เธอพบริมหาด กองไฟสิส้มเล็กๆลุกโพลง ส่องแสงและให้ความอบอุ่นแก่เธอ อบอุ่นคล้ายเสียงแตรขอบคุณจากเรือเดินสมุทร
มีแรงดึงดูดในกองไฟ หากสักวันพระอาทิตย์ดับไป เธอจะให้ประภาคารส่องไฟ ไปถึงดวงจันทร์
เขาวางแมวลงข้างตัว ลุกมาต้อนรับ เธอทำท่าบุ้ยใบ้ถามว่าร้านยังเปิดอยู่หรือ เขาตอบว่ายังเปิดอยู่ พลางจัดโต๊ะให้เธอนั่ง เธอเลือกสั่งโกโก้ร้อนโดยชี้ไปที่เมนู เขาคือเจ้าชายน้อย ส่วนเธอคือแสนไกล เด็กสาวจากเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก เขาไม่รู้จักเธอ แต่เธอรู้จักเขา นั่งมองร่างท้วมในผิวเข้มชงกาแฟคล่องแคล่ว วูบหนึ่งเธอรู้สึกผิดหวัง เพราะเธอมักคิดเอาเองเสมอว่าเขาจะเป็นคนร่างผอม ผิวซีด เหมือนจอม ในหนังสือโลกของจอม ที่เขาเคยบอกให้เธออ่าน เขาชงโกโก้คล่องแคล่วอุ่นนมจนร้อน แล้วผสมผงโกโก้สองช้อนพูน เธอจ้องมองเขาจากระยะไกล บันทึกภาพคนที่เธอตกหลุมรักทางตัวอักษร มาตลอดหลายเดือน
เธอนิ่งเงียบดื่มโกโก้ร้อน เขายิ้มให้ เดินกลับเป็นเล่นกับแมวพลางชวนคุย แสนไกลได้แต่อืออืออาอา เธอไม่อยากเขารู้ว่าเธอเป็นใบ้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้ เขาเข้าใจว่าเธอคงอยากนั่งเงียบๆมากกว่า จึงเลิกถามแล้วหันไปเล่นกับแมว เขาคงรู้สึกว่าเธอเป็นเพียงเด็กสาวที่เย็นชา และเย่อหยิ่ง เปล่าประโยชน์จะซักไซ้ไต่ถาม เธอรู้สึกเย็นเยียบราวกับคือก้อนหินเดียวดายหากขอบตาร้อนผ่าวและน้ำตาปริ่มขอบตา
นี่คือเธอ แสนไกล เด็กสาวกำพร้าผู้ใจเร็วด่วนได้ คนที่เอาเงินสะสมทั้งหมดมาใช้เป็นค่าตั๋วเดินทางด้วยรถ ป. 2 ที่ชวนปวดเมื่อยและแสนแออัดจากกรุงเทพ ลงมาภูเก็ต พุ่งตรงมาที่นี่ทั้งๆที่ยังไม่รู้ว่าคืนนี้จะนอนที่ไหนหรือมีเงินเหลือพอกลับหรือเปล่า เจ้านายของเธอบอกว่าเธอสามารถลาพักได้ สามวัน แต่เธอไม่ได้บอดว่าเธอจะมาภูเก็ตเมืองที่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย มาเพื่อตามหาและจ้องมองชายผู้หนึ่งที่เธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย ทุกอย่างมันผิดพลาดไปหมด เธอไม่ควรอยู่ที่นี่ตรงนี้ถูกความจริงที่ว่าเธอไม่คิดหน้าคิดหลังกระหน่ำใส่ไม่รู้จบ เธอเป็นแค่สาวใบ้ไร้ชื่อ หมดหนทางแสดงตัว เขาคงผิดหวังถ้าพบว่าเธอเป็นใบ้ เธอเองก็ผิดหวังที่เขาอ้วน โลกเสมือนสร้างพื้นที่จำลองให้เราได้เป็นแบบที่เราอยากเป็น ซึ่งแทบจะทุกครั้งไปที่เราพบว่ามันคือคนละเรื่องกับสิ่งที่เราเป็น เธอเล่น และหลงระเริง เข้าใจเอาเองว่าทุกอย่างเป็นจริง(ยกเว้นเรื่องของเธอเอง) แต่ไม่มีสิ่งใดจริง หรือที่จริงความจริงมีอยู่แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น มาถึงตรงนี้เธอรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก ความตั้งใจอันแน่วแน่เลือนหายไปแล้ว มีแต่ความไม่แน่นอนอันน่าหวั่นกลัว เธออยู่ในเมืองแปลกหน้า คนเดียว และเงียบใบ้ ไม่รู้จะอายังไงต่อไป เธอเดินมาจนสุดทางและพบว่ามันคือหน้าผาสูงชันไม่มีทางไป ไม่มีทางหลีกเลี่ยงหลบหนีโลกจริงหรือโลกเสมือนก็ช่วยเธอไปไม่ได้ เธอรู้สึกอยากร้องให้
ฉันรู้จักก้อนหินบางก้อน
แข็งแรง กลมกลึงหากโดดเดี่ยว เย็นเยียบยามฤดูหนาว และร้อนผ่าวยามฤดูร้อน
มวลสารยึดแน่น อยู่ภายใน สิ่งใดสัมผัสต้องก็ย่อมรู้สึกไปตามสิ่งกระทบ
ตามแสงแดดและสายลม
หาใช่ก้อนหินไม่
น่าเสียดาย บางครั้งพอก้อนหินร้องให้ก็ไม่มีใครรู้
ก้อนหินเฝ้าฝันเสมอ ว่าเธอจะมีแสง พอจะส่องทางไปหาใครสักคน ที่จะหลงรักก้อนหิน
แต่เธอรู้ว่าเธอเป็นเพียงหินก้อนหนึ่ง ปราศจากแสง แลดูราวปราศจากกระทั่งความรู้สึก
และคงไม่มีใครหลงรักก้อนหิน ที่ไม่มีสิ่งใดเลย เพียงดูดซับและสะท้อนสรรพสิ่งที่สัมผัสต้อง
บางครั้งเธออิจฉาผงฝุ่น ที่ได้ปลิวไปไหนต่อไหน
อิจฉาเม็ดทรายที่ได้ท่องไปในท้องทะเล
อิจฉาผืนดินที่ได้เป็นต้นกำเนิดของพืชพันธุ์
และอิจฉาภูผาที่ได้ตระหง่านยืนหยัด
เธอเป็นเพียงก้อนหิน แตกตัวมาจากที่ไหนสักแห่งถูกกัดเซาะด้วยลมและน้ำจนกลมกลึงหากไร้คุณค่าความหมาย ไม่มีแสง หากคนรักเธออาศัยบนดวงจันทร์ เธอไม่มีทางพบเขา เพราะเธอไม่ใช่หญิงสาวคนเฝ้าประภาคารผู้นั้น ผู้ที่หากดวงอาทิตย์ดับไป จะเป็นคนส่องไฟให้ดวงจันทร์
มีคนมาร้องให้ในร้านหนังสือเขาไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไร เขาได้แต่ลอบมองเธอ เด็กสาวผิวซีดที่ไม่ช่างพูด ดื่มโกโก้ร้อน ร้องให้ราวกับโลกทั้งใบถล่มทลายลง เขาปล่อยนาโอะให้เป็นอิสระ แมวน้อยเข้าไปคลอเคลียข้างเท้าเธอ เธอก้มลงมองมันอุ้มแมวน้อยขึ้น นาโอะครางอย่างเป็นสุขบนตักเธอ น้ำตาอุ่นไหลลงเปื้อนขนเงางามของมัน เขาหยิบทิชชู่ส่งให้เธอ ไม่รู้จะกล่าวอะไรดี
ว่ากันว่า หากเรามีเครื่องมือที่ดีพอ เราอาจสามารถแยกเอาน้ำแก้วหนึ่ง จากก้อนหินก้อนหนึ่งได้
เพราะลึกที่สุดในทุกสรรพชีวิตล้วนมีธาตุเดียวกัน ก้อนหินก้อนหนึ่ง แผ่นดินผืนหนึ่ง ต้นไม้ต้นหนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่ง ดวงดาวดวงหนึ่ง
บางทีนี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่า เราทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น หาสิ่งใดมีคุณค่า สิ่งอื่นย่อมต้องมีด้วยเช่นกัน
กระทั่งก้อนหินก้อนหนึ่งก็ด้วย
ก้อนหินไม่รู้ หญิงสาวไม่รู้ แผ่นดินไม่รู้ ดวงดาวไม่รู้ กระทั่งคนรักของก้อนหินก็ไม่รู้ ว่าต่างมีกันและกันในทางใดทางหนึ่ง
หาก้อนหินชิงชังแผ่นดิน หญิงสาวชิงชังชายหนุ่ม ดวงดาวชิงชังแผ่นดิน ก็ล้วนตังเป็นการชิงชังตนเองทั้งสิ้น
ฉันรู้จักก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องร้องให้อีกต่อไป
เพราะเธอเข้าใจแล้วว่า
ที่แท้ พระจันทร์ ก็เป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง
ข้างนอกนั่น พระจันทร์คืนเพ็ญเจือสีชมพู สุกปลั่งและซีดนวล เพลงของ NICK DRAKE ลอยล่องไม่รู้จบ เขาคิดถึงนาโอะ และเธอคิดถึงเขา เงียบเชียบในเพลงเศร้า น้ำตาที่ไม่ทราบสาเหตุ แล้วฝนก็ตกลงมา หล่นลงบนเกาะที่ไม่มีใครรู้จัก เขายืนมองหญิงสาวร้องให้ ในคืนที่ฝนตกกลางแสงสีนวลอันเหว่ว้า