เรื่องเล่าไม่มีชื่อ บทที่ 7 : เปลือยเปล่าและเศร้าสร้อย
บทที่ 7 : เปลือยเปล่าและเศร้าสร้อย
โดดเดี่ยวในห้องสีขาวหม่นสกปรก หมายเลข 409 ของโรงแรมควีน ออกจากลิฟท์ตัวเล็กที่ครืดคราดตลอดเวลาแล้วเลี้ยวขวา ห้องนั้นอยู่ติดกับลิฟท์ ผมนอนบนเตียงคู่ขนาดใหญ่ยักษ์ จ้องมองเพดานฟังเสียงครืดคราดขึ้นลงของลิฟท์ บรรยากาศแปลกแยกและไม่เป็นมิตร พยายามอย่างยิ่งที่จะขาวสะอาด แต่ความขุ่นหมองก็ปรากฏร่องรอยตรงนั้นตรงนี้ โรงแรมควีนเก่าแก่อยู่ติดกับบ้านเก่าของท่านนายทหารคนสำคัญ บ้านเรือนไทยใต้ถุนสูงที่คงลักษณะเดิมไว้ครบถ้วน ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ ช่วยไม่ได้ที่ผมจะรู้สึกว่าโรงแรมควีน เก่าแก่กว่าบ้านหลังนั้นนับร้อยปี มันเก่า และทรุดโทรม เหมือนห้องที่หลุดมาจากพิภพอื่น
มีไฟสามดวงในห้อง ดวงหนึ่งในห้องน้ำ ดวงหนึ่งบนเพดาน และดวงหนึ่งบนโต๊ะเรื่องแป้ง ผมเปิดจนหมดทั้งสามดวงกลับยังรู้สึกว่ามืดทึมจนเกินไป ราวกับความมืดดำรงคงอยู่ และความสว่างทำได้เพียงรุกคืบเพื่อล่าถ่อย พ่ายแพ้สูญเสียรี้พลเป็นจำนวนมาก ในสงครามยาวนานที่ความมืดเป็นผู้ชนะ ความมืดไหลซึมลงในผนังห้อง ผ้าปูเตียง เพดาน ที่ล้วนมีสีขาว มันทำให้ทุกอย่างหม่นหมอง มืด และไม่เป็นมิตร
ผมมาถึงเมืองสงขลาในตอนค่ำ นั่งรถสองแถวสีเขียวเข้มต่อจากตัวเมืองหาดใหญ่ มองดูฟ้าที่ค่อยๆมืดลงไปพร้อมกับเหล่าคนแปลกหน้าที่นั่งเบียดชิดกันไปในรถกระบะเพดานต่ำ ผมแน่ใจถึงแรงดึงดูดอันลึกเร้นที่ทำให้ผมเดินทางมาที่นี่ ราวกับว่าผมเพียงรอคอยสัญญาณบางอย่างจากใครสักคนที่ผมรู้จัก จะบอกกับผมว่าให้มาสงขลา ทันทีทันใดผมปิดร้านหนังสือแล้วจับรถเที่ยวเช้ามาที่นี่ การต่อพาสปอร์ตใกล้หมดอายุเป็นเพียงธุระปะปังข้อเดียวที่ผมจะหาได้ ไม่ใช่สำหรับตอบคนอื่น เพราะผมไม่ได้ผูกพันรับผิดชอบต่อใครมากมายขนาดนั้น ผมนึกสงสัยด้วยซ้ำว่าผมเคยผูกพันกับใครอย่างลึกซึ้งจริงๆหรือเปล่า หรือผมแค่หาข้ออ้างไว้สำรองสำหรับตัวเองเพื่อตอบต่อคนไม่รู้จักว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ มันอาจฟังดูเกินเลยและเหมารวม แต่มันน่าตลกมากๆที่เอาเข้าจริงแล้วเราล้วนเย็นชาต่อคนชิดใกล้ และระมัดระวังต่อคนแปลกหน้าเสมอ กลไกการป้องกันตัวอันพิลึกพิสดารของมนุษย์ ผู้ซึ่งพยายามปลดพันธนาการหนึ่งด้วยการสวมอีกพันธนาการหนึ่ง อีรุงตุงนังอยู่ในการปลดและผูกอันแสนเศร้า ผมมองดูท้องฟ้าที่กำลังสุกปลั่ง รู้สึกเศร้าสร้อย ไม่มั่นคง แต่ผมก็มาถึงแล้ว และลึกๆผมเองก็พอใจที่ได้พบตัวเองในดินแดนแปลกถิ่น
ในฤดูนี้ แสงแดดสุกใสอยู่ในยามสนธยา ฉันมองผ่านประตูกระจกไปที่ถนนหน้าร้าน รู้สึกบางอย่างลึกๆราวกับฉันเดินทางไกลอยู่ที่ไหนสักแห่ง ราวกับว่านั่นไม่ใช่แสงสีส้มที่ฉันคุ้นเคยมาตลอดหลายปี ความรู้สึกอันลึกลับนั้นเฝ้าคุกคามฉันเงียบเชียบอย่างไม่รู้หน ตั้งแต่ตอนที่ฉันอยู่คนเดียว ตอนที่ฉันพบนาโอะ หลังจากนาโอะหายตัวไป กระทั่งตอนนี้ สรรพสิ่งผุดบังเกิดอยู่ภายใน นอกเหนือการควบคุมของฉัน ฉันจ้องมองเงาแดดสุดท้ายที่สาดผ่านกระจกร้านเข้ามาตกกระทบผนังสีขาวข้างชั้นวางยา มองดูจุดสกปรกของผงฝุ่นที่สร้างเงาประหลาดล้ำ รู้สึกทั้งแปลกแยกและเป็นส่วนหนึ่ง
ค่ำคืนแปลกแยกและลึกลับบ้านทั้งหลังจมอยู่ในความมืด ฉันปิดประตูเหล็กของร้านยาตอนสองทุ่มแล้วขับรถกลับบ้าน นอกจากหมาตัวหนึ่งที่รอคอยฉันมาตลอดบ่ายก็ไม่เหลือใครเลย พ่อกับแม่ไปต่างจังหวัด ทิ้งฉันไว้ในบ้านมืดๆที่ทำให้ดูเหมือนสถานที่แปลกหน้า ฉันคลำทางอันคุ้นชิ้นเข้าไปในห้องกลางความมืด แสงไฟ ทรยศในค่ำคืนแบบนี้ ความสว่างนั้นคุกคามและทำร้าย ความมืดที่ห่อหุ้มทำให้ฉันสบายตัวกว่าการเปลือยตัวเองต่อหน้าแสงไฟนีออนกระด้างแข็ง
ในความมืดผมเคลิ้มหลับไปพร้อมกับเสียงครืดคราดของลิฟท์ วูบหนึ่งก่อนจะหลับตาลงผมรู้สึกคล้ายนอนอยู่ในบางสถานที่ซึ่งอาจเป็นบ้านของผมเอง
ในความมืดฉันเคลิ้มหลับไปพร้อมกับความเงียบ วูบหนึ่งฉันรู้สึกกลัว ราวกับว่าฉันนอนอยู่ในห้องแปลกประหลาดที่ฉันไม่รู้จักและมันพร้อมจะกลืนกินฉันไปได้ทุกเมื่อ
ความมืดนั้นเข้มข้นไหลทะลักราวกับจะโอบกอดเราไว้ ห่อหุ้มเรา หรือกลืนกินเราเข้าไป ย่อยสลายเราทั้งคู่ ในท้องของความมืดอันอบอุ่นและชุ่มชื้นเราค่อยๆหลอมเข้าหากัน ราวกับการร่วมรักอันร้อนแรงไม่หยุดหย่อน เราต่างกระหายหิว รักและเกลียดชังกันและกัน เราหวาดกลัวเครื่องเพศอันแตกต่างของกันและกัน เดือยที่ยื่นยาว และช่องที่เว้าลึกของเราทั้งคู่ เป็นเหมือนรอยบาปที่ติดมาพร้อมกับร่างกายเราตั้งแต่กำเนิด เราถูกสั่งให้ภาคภูมิในความมีอยู่ของมัน แต่ลึกๆเรากลับถูกสอนให้ปฏิเสธและหวาดกลัว มันคืออำนาจที่ต้องควบคุม ภายใต้กลเกมการเมืองหลายชั้นซับซ้อนจนยากจะกล่าวออกมาเป็นข้อความได้ สุดท้ายมันจึงถูกตัดทอน ควบคุม บิดเบือน สร้างภาพลักษณ์ ทำให้สกปรก แบ่งซอยย่อย ปิดบังบางส่วน เรารู้จักมันในนามของเพศ
พายุแห่งความมืดสีดำถาโถมมาสู่เราทั้งคู่ ผีเสื้อหนึ่งล้านตัวกระพือปีกอยู่ในอกเรา มันคือการร่วมเพศในนิยามอันบิดเบี้ยวนั้นหรือเปล่า หรือเราต่างฉีกทิ้งเนื้อตัวของกันและกัน กินทั้งยังสดและอุ่น ดื่มเลือดกันและกันอย่างหิวกระหาย ถมเต็มช่องว่างภายในท้องน้อยที่ไม่มีวันเต็ม มันคือหลุมดำกฤษณาที่กลืนกินไม่รู้จบและไม่คายสิ่งใดออกมาแม้มูลอันไร้ประโยชน์
เรารู้สึกอึดอัดราวกับจมอยู่ใต้น้ำอันหนืดข้นเหนอะหนะ ราวกับเราคลานกลับเข้าไปอยู่ในครรภ์ของใครสักคนผ่านโยนีสำดำอันลึกลับ ความรู้สึกอันกระอักกระอ่วน ทันถั่งหลั่งไหล มันคือจุดสุดยอดทางกามหรือความตาย ไม่ว่าสิ่งใดก็ไม่เฉียดใกล้พอที่จะอธิบายความรู้สึกอันเป็นสุขและหวาดแสยงนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
เราตื่นขึ้นในตึกร้าง เหลือร่างเปลือยเปล่าเพียงร่างเดียว ถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงแดดที่ลอดมาทางรอยแตกของไม้ที่ถูกตอกปิดตายประตู เราไม่รู้ว่าเรามาที่นี่ได้อย่างไร หรือเกิดอะไรขึ้น ความทรงจำเกี่ยวกับเราถูกลบลืมจบสิ้น กระจกบานใหญ่ที่แตกไปครึ่งหนึ่งวางพาดเฉียงๆอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้อง ที่ที่แสงแดดสาดกระทบจนส่องประกายแวววาว เราเดินเข้าหาแสง และมองดูร่างกายส่วนล่างอันเปลือยเปล่า ไม่มีทั้งส่วนที่ยื่นยาวออกมา และไม่มีส่วนที่เว้าลึกเข้าไป เนื้อหนังตรงหว่างขานั้นเรียบเนียนยึดติดกัน ราวกับไม่เคยมีเครื่องเพศใดๆงอกเงยมาก่อน เราลูบคลำเนื้อเรียบเนียนปรกขนนั้น ค้นพบความว่างเปล่า เราไม่มีเพศ และไม่ได้มีความหมายอื่นใดอีก เรากลายเป็นสิ่งว่างเปล่า เป็นหลุมดำที่เคลื่อนไหวได้ ไม่ก็กลายเป็นคนใหม่ ปลอดพ้นจากทุกพันธนการ ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับโลกอันชั่วช้า จากตอนนี้ไม่สามารถเอามาตรฐานวิธีคิดไดมาผูกยึด ตรวจสอบ ตีค่า เชิดชู ทำลาย เราได้อีกแล้ว เราเป็นอิสระ และเสรีภาพนั้นเปลือยเปล่าและเศร้าสร้อย
เราเปิดประตูออกมา ส่วนที่ไม้ปิดไว้นั้นถูกยึดอย่างหลวมๆ จนพอจะดึงออกได้โดยใช้แรงมือ แสงแดดยามเช้าเบื้องนอกทอประกายเรื่อเรือง เรา -เปลือย และเศร้า- มองดูถนนนครนอกอันว่างเปล่า ในยามเช้า ราวกับผู้คนถูกสูบหายไปหมดเมื่อคืนนี้ เหลือเพียงแสงแดดและบ้านเรือนพ้นยุคสมัย เวลานาทีนี้เราอาจอยู่ในเวลาที่ผ่านไปหนึ่งร้อยปี หรืออาจอยู่ในเวลาแห่งอนาคตข้างหน้าอีกหนึ่งร้อยปี มีแต่ในเมืองเก่าเท่านั้น ที่เวลาไหลทบกันเหมือนวังน้ำวน ที่นั้น เราถูกตัดขาดจาก โลกที่ประกอบด้วย สถานที่และเวลา สถานที่นั้นสึกกร่อนแต่ไม่เปลี่ยนแปลง และห้วงเวลาหมุนวนในอากาศเราเป็นอิสระ เดินเปลือยลึกเข้าไปในตรอกที่ทอดตัวไปสู่ทะเลสาบ กระทั่งเรือสินค้าที่เรียงรายก็ไร้ผู้คน เรากระโดดลงไปในทะเลสาบกลืนไปในห้วงทะเล ที่เงียบและมืดดำ
เลยเที่ยงแล้ว แต่ลูกค้ายังไม่เชคเอาท์ แม่บ้านตัดสินใจขึ้นลิฟท์ไปชั้นสี่พร้อมกับพนักงานต้อนรับไขกุญแจเข้าไปในห้องสี่ศูนย์เก้าเพื่อจะพบว่า ผ้าปูที่นอนนั้นเรียบตึงราวกับไม่มีใครนอน และไม่มีข้าวของอื่นใดมาก่อนหน้านี้
เธอลงไปไขกุญแจเข้าบ้าน บอกทางให้เขาเอารถจอด แว่วยินเสียงตะกุยฝาประตูอยู่ในบ้าน เจ้าหมาน้อยวิ่งออกมาต้อนรับกระดิกหางอย่างลิงโลด ตอนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นจานข้าวของมันว่างเปล่า ราวกับไม่ได้กินข้าวมาทั้งคืน เธอไม่ได้ตั้งใจคิด แต่อดคิดไม่ได้ว่าน่าจะมีใครสักคนให้อาหารมา ในห้องมืดดำที่เธอไม่ได้เปิดเข้าไป มีเพียงผงฝุ่นที่ลอยค้างอยู่กลางอากาศเท่านั้นที่กระทบกับแสงแดด