แรงดึงดูด
-1-
ผมอาศัยอยู่บนดวงจันทร์
สถานที่นี้ไร้น้ำหนัก ผมจึงเพียงล่องลอยเคว้งคว้างไปรอบๆ มีผม เก้าอี้ตัวหนึ่ง กลางอากาศหนาวเหน็บ
และผมคิดถึงเธอ
หญิงคนรักผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่สุดขอบโลก
แผ่นดินสุดท้ายที่พอหลุดไป ก็จะไปยังทะเลน้ำแข็ง ย้อนกลับไปยังอีกข้างของโลก
บนโลกมีแรงดึงดูด ดึงดูดเธอไว้ที่นั่น เธอจะมีเก้าอี้เป็นของเธอเองไหมนะ
เธอจะมีตัวตนไหมนะ
ในวันที่โลกกับดวงจันทร์ใกล้ชิดกันที่สุด
วันที่กระแสน้ำขึ้นสูงสุด
พระจันทร์ส่องแสงสุกสว่าง
ผมหวังให้โลกดึงดูดผมลงไป
โลกดึงดูดให้พระจันทร์หมุนไปรอบๆ แต่ไม่ยอมให้เข้าใกล้มากไปกว่านั้น
บางทีถ้าโลกดึงดูดผมมากๆ ผมอาจจะหลุดออกจากดวงจันทร์
แล้วหล่นลงไปคล้ายสะเก็ดดาวแตกสลายเป็นเสี่ยงๆในชั้นบรรยากาศ
ตกลงในทะเลที่ไหนสักแห่ง เก้าอี้ของผมคงกลายเป็นเศษไม้ลอยไปยังชายหาด
ที่สุดขอบโลก หญิงสาวของผมจะเดินเล่นและเก็บเศษไม้ไปก่อไฟ
เธอคงจะอุ่น และผมคงดีใจ
ในอากาศสีฟ้า ที่ไหนสักแห่ง
ที่ไม่หนาวเหมือนดวงจันทร์
……………………………….
- 2-
หญิงสาว อาศัยอยู่สุดขอบโลก
ถัดไปจากฝั่งทะเลแห่งเธอ คือมหาสมุทรลึกลับไม่รู้จบ ทอดไปสู่แผ่นดินน้ำแข็ง
เธอทำหน้าที่เฝ้าประภาคารเดียวดายที่ปลายขอบโลก
คอยบอกเส้นทางให้แก่เรือทุกลำ แสงไฟสว่างวาบบอกว่า อย่าได้เลยพ้นไปจากนี้
หญิงสาวจะตื่นอยู่ตลอดคืน และนอนหลับในตอนกลางวัน
นานๆเข้าเธอคิดตลกๆว่าโลกนี้มีเพียงความมืดและเธออยู่ใจกลางของดวงอาทิตย์
หน้าที่ของดวงอาทิตย์คือการเผาให้ตัวเอง เพื่อเปล่งแสงสู่ดาวเคราะห์ สำหรับผลิพืชผลอันอุดม
เธอมิใช่ดวงอาทิตย์หากเป็นเพียงประภาคารเดียวดาย แสงของเธอ สร้างสรรค์สิ่งใดไม่ได้ ทำได้อย่างมาก เพียงป้องกันการทำลาย การสาบสูญไปในห้วงสมุทร
บางครั้งเธอคิดถึงชายคนรัก ซึ่งคงอาศัยอยู่บนดวงจันทร์
สถานที่ที่แสงของเธอสาดไปไม่ถึง
ดวงจันทร์มีแสงที่สะท้อนจากดวงอาทิตย์
นั่นทำให้เธออยากเป็นดวงอาทิตย์ จะได้สะท้อนแสงให้แก่ดวงจันทร์
รุ่งสางของวันหนึ่งในฤดูหนาว เธอลงบันไดวน จากห้องชั้นบนประภาคาร ไปสู่ชายหาด พบท่อนไม้แตกหักโดนคลื่นซัดมากระทบฝั่ง
เธอส่องแสงให้สิ่งอื่นมาชั่วนิรันดร์ แต่ใช่ว่าจะไม่ต้องการแสงสำหรับตนเอง
ค่ำวันนั้นเธอดูแลให้ประภาคารส่องแสงได้ตามปกติ มองดูดวงไฟใหญ่ยักษ์ เคลื่อนที่เป็นวงกลมกวาดไปในความมืด มิด
เธอเริ่มก่อไฟ โดยใช้ท่อนไม้ที่เธอพบริมหาด กองไฟสิส้มเล็กๆลุกโพลง ส่องแสงและให้ความอบอุ่นแก่เธอ อบอุ่นคล้ายเสียงแตรขอบคุณจากเรือเดินสมุทร
มีแรงดึงดูดในกองไฟ หากสักวันพระอาทิตย์ดับไป เธอจะให้ประภาคารส่องไฟ ไปถึงดวงจันทร์
บนนั้นจะได้ไม่เหน็บหนาว
……………………….
- 3 -
ฉันรู้จักก้อนหินบางก้อน แข็งแรง กลมกลึงหากโดดเดี่ยว เย็นเยียบยามฤดูหนาว และร้อนผ่าวยามฤดูร้อน
มวลสารยึดแน่น อยู่ภายใน สิ่งใดสัมผัสต้องก็ย่อมรู้สึกไปตามสิ่งกระทบ ตามแสงแดดและสายลม หาใช่ก้อนหินไม่
น่าเสียดาย บางครั้งพอก้อนหินร้องให้ก็ไม่มีใครรู้
ก้อนหินเฝ้าฝันเสมอ ว่าเธอจะมีแสง พอจะส่องทางไปหาใครสักคน ที่จะหลงรักก้อนหิน
แต่เธอรู้ว่าเธอเป็นเพียงหินก้อนหนึ่ง ปราศจากแสง แลดูราวปราศจากกระทั่งความรู้สึก
และคงไม่มีใครหลงรักก้อนหิน ที่ไม่มีสิ่งใดเลย เพียงดูดซับและสะท้อนสรรพสิ่งที่สัมผัสต้อง
บางครั้งเธออิจฉาผงฝุ่น ที่ได้ปลิวไปไหนต่อไหน
อิจฉาเม็ดทรายที่ได้ท่องไปในท้องทะเล
อิจฉาผืนดินที่ได้เป็นต้นกำเนิดของพืชพันธุ์
และอิจฉาภูผาที่ได้ตระหง่านยืนหยัด
เธอเป็นเพียงก้อนหิน แตกตัวมาจาก ที่ไหนสักแห่งถูกกัดเซาะด้วยลมและน้ำจนกลมกลึงหากไร้คุณค่าความหมาย ไม่มีแสง หากคนรักเธออาศัยบนดวงจันทร์ เธอไม่มีทางพบเขา เพราะเธอไม่ใช่หญิงสาวคนเฝ้าประภาคารผู้นั้น ผู้ที่หากดวงอาทิตย์ดับไป จะเป็นคนส่องไฟให้ดวงจันทร์
ว่ากันว่า หากเรามีเครื่องมือที่ดีพอ เราอาจสามารถแยกเอาน้ำแก้วหนึ่ง จากก้อนหินก้อนหนึ่งได้
เพราะลึกที่สุดในทุกสรรพชีวิตล้วนมีธาตุเดียวกัน ก้อนหินก้อนหนึ่ง แผ่นดินผืนหนึ่ง ต้นไม้ต้นหนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่ง ดวงดาวดวงหนึ่ง
บางทีนี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่า เราทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น หาสิ่งใดมีคุณค่า สิ่งอื่นย่อมต้องมีด้วยเช่นกัน
กระทั่งก้อนหินก้อนหนึ่งก็ด้วย
ก้อนหินไม่รู้ หญิงสาวไม่รู้ แผ่นดินไม่รู้ ดวงดาวไม่รู้ กระทั่งคนรักของก้อนหินก็ไม่รู้ ว่าต่างมีกันและกันในทางใดทางหนึ่ง
หากก้อนหินชิงชังแผ่นดิน หญิงสาวชิงชังชายหนุ่ม ดวงดาวชิงชังแผ่นดิน ก็ล้วนตังเป็นการชิงชังตนเองทั้งสิ้น
ฉันรู้จักก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องร้องให้อีกต่อไป
เพราะเธอเข้าใจแล้วว่า
ที่แท้ พระจันทร์ ก็เป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง