กรุสำหรับ กรกฎาคม, 2007

แรงดึงดูด

Posted in tales of tropical malady on กรกฎาคม 13, 2007 by shuman

-1-

ผมอาศัยอยู่บนดวงจันทร์
สถานที่นี้ไร้น้ำหนัก ผมจึงเพียงล่องลอยเคว้งคว้างไปรอบๆ มีผม เก้าอี้ตัวหนึ่ง กลางอากาศหนาวเหน็บ
และผมคิดถึงเธอ

หญิงคนรักผู้ซึ่งอาศัยอยู่ที่สุดขอบโลก

แผ่นดินสุดท้ายที่พอหลุดไป ก็จะไปยังทะเลน้ำแข็ง ย้อนกลับไปยังอีกข้างของโลก
บนโลกมีแรงดึงดูด ดึงดูดเธอไว้ที่นั่น เธอจะมีเก้าอี้เป็นของเธอเองไหมนะ

เธอจะมีตัวตนไหมนะ

ในวันที่โลกกับดวงจันทร์ใกล้ชิดกันที่สุด
วันที่กระแสน้ำขึ้นสูงสุด
พระจันทร์ส่องแสงสุกสว่าง
ผมหวังให้โลกดึงดูดผมลงไป

โลกดึงดูดให้พระจันทร์หมุนไปรอบๆ แต่ไม่ยอมให้เข้าใกล้มากไปกว่านั้น
บางทีถ้าโลกดึงดูดผมมากๆ ผมอาจจะหลุดออกจากดวงจันทร์
แล้วหล่นลงไปคล้ายสะเก็ดดาวแตกสลายเป็นเสี่ยงๆในชั้นบรรยากาศ
ตกลงในทะเลที่ไหนสักแห่ง เก้าอี้ของผมคงกลายเป็นเศษไม้ลอยไปยังชายหาด

ที่สุดขอบโลก หญิงสาวของผมจะเดินเล่นและเก็บเศษไม้ไปก่อไฟ
เธอคงจะอุ่น และผมคงดีใจ
ในอากาศสีฟ้า ที่ไหนสักแห่ง

ที่ไม่หนาวเหมือนดวงจันทร์

……………………………….

- 2-

หญิงสาว อาศัยอยู่สุดขอบโลก
ถัดไปจากฝั่งทะเลแห่งเธอ คือมหาสมุทรลึกลับไม่รู้จบ ทอดไปสู่แผ่นดินน้ำแข็ง
เธอทำหน้าที่เฝ้าประภาคารเดียวดายที่ปลายขอบโลก
คอยบอกเส้นทางให้แก่เรือทุกลำ แสงไฟสว่างวาบบอกว่า อย่าได้เลยพ้นไปจากนี้
หญิงสาวจะตื่นอยู่ตลอดคืน และนอนหลับในตอนกลางวัน
นานๆเข้าเธอคิดตลกๆว่าโลกนี้มีเพียงความมืดและเธออยู่ใจกลางของดวงอาทิตย์

หน้าที่ของดวงอาทิตย์คือการเผาให้ตัวเอง เพื่อเปล่งแสงสู่ดาวเคราะห์ สำหรับผลิพืชผลอันอุดม
เธอมิใช่ดวงอาทิตย์หากเป็นเพียงประภาคารเดียวดาย แสงของเธอ สร้างสรรค์สิ่งใดไม่ได้ ทำได้อย่างมาก เพียงป้องกันการทำลาย การสาบสูญไปในห้วงสมุทร
บางครั้งเธอคิดถึงชายคนรัก ซึ่งคงอาศัยอยู่บนดวงจันทร์

สถานที่ที่แสงของเธอสาดไปไม่ถึง

ดวงจันทร์มีแสงที่สะท้อนจากดวงอาทิตย์
นั่นทำให้เธออยากเป็นดวงอาทิตย์ จะได้สะท้อนแสงให้แก่ดวงจันทร์

รุ่งสางของวันหนึ่งในฤดูหนาว เธอลงบันไดวน จากห้องชั้นบนประภาคาร ไปสู่ชายหาด พบท่อนไม้แตกหักโดนคลื่นซัดมากระทบฝั่ง

เธอส่องแสงให้สิ่งอื่นมาชั่วนิรันดร์ แต่ใช่ว่าจะไม่ต้องการแสงสำหรับตนเอง

ค่ำวันนั้นเธอดูแลให้ประภาคารส่องแสงได้ตามปกติ มองดูดวงไฟใหญ่ยักษ์ เคลื่อนที่เป็นวงกลมกวาดไปในความมืด มิด

เธอเริ่มก่อไฟ โดยใช้ท่อนไม้ที่เธอพบริมหาด กองไฟสิส้มเล็กๆลุกโพลง ส่องแสงและให้ความอบอุ่นแก่เธอ อบอุ่นคล้ายเสียงแตรขอบคุณจากเรือเดินสมุทร

มีแรงดึงดูดในกองไฟ หากสักวันพระอาทิตย์ดับไป เธอจะให้ประภาคารส่องไฟ ไปถึงดวงจันทร์

บนนั้นจะได้ไม่เหน็บหนาว

……………………….

- 3 -

ฉันรู้จักก้อนหินบางก้อน แข็งแรง กลมกลึงหากโดดเดี่ยว เย็นเยียบยามฤดูหนาว และร้อนผ่าวยามฤดูร้อน
มวลสารยึดแน่น อยู่ภายใน สิ่งใดสัมผัสต้องก็ย่อมรู้สึกไปตามสิ่งกระทบ ตามแสงแดดและสายลม หาใช่ก้อนหินไม่
น่าเสียดาย บางครั้งพอก้อนหินร้องให้ก็ไม่มีใครรู้

ก้อนหินเฝ้าฝันเสมอ ว่าเธอจะมีแสง พอจะส่องทางไปหาใครสักคน ที่จะหลงรักก้อนหิน

แต่เธอรู้ว่าเธอเป็นเพียงหินก้อนหนึ่ง ปราศจากแสง แลดูราวปราศจากกระทั่งความรู้สึก
และคงไม่มีใครหลงรักก้อนหิน ที่ไม่มีสิ่งใดเลย เพียงดูดซับและสะท้อนสรรพสิ่งที่สัมผัสต้อง
บางครั้งเธออิจฉาผงฝุ่น ที่ได้ปลิวไปไหนต่อไหน
อิจฉาเม็ดทรายที่ได้ท่องไปในท้องทะเล
อิจฉาผืนดินที่ได้เป็นต้นกำเนิดของพืชพันธุ์
และอิจฉาภูผาที่ได้ตระหง่านยืนหยัด

เธอเป็นเพียงก้อนหิน แตกตัวมาจาก ที่ไหนสักแห่งถูกกัดเซาะด้วยลมและน้ำจนกลมกลึงหากไร้คุณค่าความหมาย ไม่มีแสง หากคนรักเธออาศัยบนดวงจันทร์ เธอไม่มีทางพบเขา เพราะเธอไม่ใช่หญิงสาวคนเฝ้าประภาคารผู้นั้น ผู้ที่หากดวงอาทิตย์ดับไป จะเป็นคนส่องไฟให้ดวงจันทร์

ว่ากันว่า หากเรามีเครื่องมือที่ดีพอ เราอาจสามารถแยกเอาน้ำแก้วหนึ่ง จากก้อนหินก้อนหนึ่งได้
เพราะลึกที่สุดในทุกสรรพชีวิตล้วนมีธาตุเดียวกัน ก้อนหินก้อนหนึ่ง แผ่นดินผืนหนึ่ง ต้นไม้ต้นหนึ่ง หญิงสาวผู้หนึ่ง ดวงดาวดวงหนึ่ง

บางทีนี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่า เราทั้งหมดล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น หาสิ่งใดมีคุณค่า สิ่งอื่นย่อมต้องมีด้วยเช่นกัน

กระทั่งก้อนหินก้อนหนึ่งก็ด้วย

ก้อนหินไม่รู้ หญิงสาวไม่รู้ แผ่นดินไม่รู้ ดวงดาวไม่รู้ กระทั่งคนรักของก้อนหินก็ไม่รู้ ว่าต่างมีกันและกันในทางใดทางหนึ่ง

หากก้อนหินชิงชังแผ่นดิน หญิงสาวชิงชังชายหนุ่ม ดวงดาวชิงชังแผ่นดิน ก็ล้วนตังเป็นการชิงชังตนเองทั้งสิ้น

ฉันรู้จักก้อนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งไม่ต้องร้องให้อีกต่อไป
เพราะเธอเข้าใจแล้วว่า
ที่แท้ พระจันทร์ ก็เป็นเพียงก้อนหินก้อนหนึ่ง


ออกไปฆ่าคน

Posted in tales of tropical malady on กรกฎาคม 9, 2007 by shuman

 เรื่องสั้น – สั้น ประพันธ์โดย ชูมาน  

บทที่ 0

เขาเขาจะออกไปฆ่าคนอีก ปลดกระสุนที่หน่วงขังในรังเพลิงทิ้งเสียสักสองสามนัด  พวกมันพร้อมจะบุกมาได้ทุกเมื่อนั่นแหละ และในสถานการณ์เช่นนี้ ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ภายใต้กฎหมายของสัญชาตญาณดิบ การฆ่านับเป็นความชอบธรรมประการหนึ่ง  เขาไม่รุ้จักพวกมันสักคน ซึ่งนั่นทำให้การฆ่าเป็นเรื่องง่ายขึ้น สมองสนใจเพียงสองที่ หนึ่งคือตาข้างขวาที่ประทับเล็งเป้า และสองคือนิ้วก้อยขวาซุ่มรอจังหวะเหมาะเกี่ยวนิ้วลั่นไก ที่เหลือเป็นเรื่องของลูกกระสุนสังหารและความเมตตาของพระจ้า ซึ่งถ้าพระเจ้ามีจริง ท่านก็ทอดทิ้งที่นี่ไปเสียแล้ว  

ศาสนาของเขาไม่นับถือพระเจ้า เราต่างเพียงแสวงหานิพพานผ่านทางการตื่นรู้แห่งตัวตน เขาอดคิดไม่ได้ว่ามีพระเจ้าราคาถูกกว่านิพพานด้วยตนเอง  เขาไม่รู้เรื่องการตื่นรู้ หรือเรื่องพระเจ้า รู้แต่ว่า นี่คือเมืองที่จะหลับใหล เพราะพระเจ้าทอดสายตาไปทางอื่น 

 ป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่หลุดสายตาเข้ามาในลำกล้องปืน อยู่ในระยะหวังผล ขอเพียงลั่นไกล ชีวิตก็ปลิดปลิว มันคงง่ายกว่าถ้าจะเป็นชายฉกรรจ์สักคน เพราะกระทั่งมัจจุราชก็ยังเลือกปฏิบัติต่อความตายของผู้คน และเขายังมีมนุษยธรรมอยู่บ้าง ขาลดลำกล้องปืนลง นึกอุ่นใจในแสงวาบมนุษยธรรมแห่งตนเอง เขาอยู่ในเมืองโสมม ที่ฟ้ามืด และแสงสว่างเพียงเล็กน้อยเป็นเรื่องสำคัญ 

 บทที่ 0.1  เด็กชาย 

ในโลกของผมนั้นเราทุกคนคือนักบวช ผู้ซึ่งในที่สุดจะไปพบพระเจ้า แม้เราจะต้องทนทุกข์ขณะที่มีชีวิตเราก็ต้องเชื่อมั่น  แสงแดดยามบ่ายแผดกล้า เปล่าประโยชน์ที่จะสงสัย

 บทที่ 0.2 ผม 

ผมจะออกไปฆ่าคนสักคนหนึ่ง คนพวกที่มันจับพี่ชายของผมไปขัง ไปฆ่า ผมไม่เคยคิดเรื่องความตายมาก่อน จนมันมาปรากฏขึ้นตรงหน้า ก่อนหน้านี้สำหรับผมมันก็เพียงเหตุการณ์หนึ่งไปยังเหตุการณ์หนึ่ง ผมเข้าใจมันในฐานะของคนที่ยืนอยู่ข้างนอก ผมมองดูวงกลม และเห็นเส้นรอบวงทั้งหมด โดยไม่เคยสนใจว่าใครกันที่วาดวงกลมไว้ โดยไม่รู้ตัวผมยืนอยู่ในวงกลม  หากลั่นไก กระสุนสังหารจากฟากฝั่งถนนนี้จะพุ่งตรงเจาะเข้าไปในเลือดเนื้อของมัน คนแปลกหน้า มีแต่คนแปลกหน้าเท่านั้นที่ฆ่ากันได้ เราฆ่าเพื่อนเราไม่ได้ แม้เขาจะหักหลังเรา เพราะสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วมันย่อมต้องเกิดขึ้น  ผมจับจ้องมองอยู่ที่นี่มาแต่เช้า รอรถมอเตอร์ไซค์สักคัน เหยื่อไม่ใช่มนุษย์ มันคือเหตุการณ์ ที่ไม่มีเลือดเนื้อ ผมจำต้องมองเช่นนั้น เพราะนั่นคือทางเดียวที่ผมจะพูดให้ทุกคนได้ยิน  ว่าผมมีชีวิตที่นี่ ถูกกดขี่ชั่วชีวิต  

บทที่ 0.3 พระเจ้า 

 เด็กชายหายไปจากลำกล้อง เขากวาดสายตาทั่วก็หาไม่พบ ราวกับระเหยไปในอากาศร้อน 

บทที่ 0  เรา  

เราอยากออกไปฆ่าสักคน มอบปืนให้เรา คุมกันเรา เราฆ่าพวกเขาผ่านทางความคิดและคำสาปแช่งมานานพอแล้ว ขอปืนให้เราลงไปสังหารพวกเขาด้วยตนเองเถิด เราทำเพื่อแผ่นดิน  ไม่มีใครสมควรได้รับการให้อภัยจากการหักหลังแผ่นดิน  เรากินข้าวเช้าพร้อมกับคำสาปแช่ง กินมื้อเที่ยงพร้อมคำสาปแช่ง บยามนอนหลับไปพร้อมกับสาปแช่ง เราคือมัจจุราชไม่เลือกความตาย ที่ประสงค์จะทำร้ายใครสักคน และไม่เคยสนใจความเป็นมา หนึ่งเหตุการณ์ตัดสินทุกชีวิต  

 บทที่ 0  

การฆ่านั้นง่ายดายเพราะเราล้วนแปลกหน้าต่อกันมาตั้งแต่ต้น  แม้เราจะมีหัวใจอยู่ข้างซ้าย และเลือดในกายที่ร้อนเร่าเท่ากัน  โปรดหลับตาเถิด  กล่าวแก่พระเจ้า หลับไปไม่ต้องตื่น จะได้ไม่เห็นความข่มขื่นของดินแดนนี้  

ความฝันยามเช้าของปีที่เจ็ดสิบห้า

Posted in poem without gender on กรกฎาคม 7, 2007 by shuman

ชายผู้หนึ่ง พร่ำคำไร้ความหมาย

 ร้อยปีต่อมาผู้คนเรียกขานในนาม บทเพลง  

เปล่าประโยชน์จะไขขาน บทเพลงไร้ชื่อที่จะมีคนรู้จักในเวลา

ในหนึ่งร้อยปีต่อมา

 

 

 

ในปีที่เจ็ดสิบห้า

มันยังคงเป็นคำไร้ความหมาย

 

 

 

เธอได้ยินมันหรือ !

จดจำมันไว้

 

ในความฝันยามเช้าของปีที่เจ็ดสิบห้า

 

 

ให้เสียงอึงอลของจักรกลตีนตะขาบเบาลง

ด้วยท่วงทำนองของถ้อยคำไม่รู้ชื่อนี้เถิด

 

ชูมาน / 26/62550 

 

 

WILLIAM S. BURROUGHS : นักวิทยาศาสตร์

Posted in quote on กรกฎาคม 3, 2007 by shuman

 

ถ้าจะมีใครที่ต้องถูกนำตัวไปสู่ห้องประการแล้ว พวกนักวิทยาศาสตร์คือพวกแรกอย่างแน่นอน ใช่ ผมเป็นพวกที่ต่อต้านวิทยาศาสตร์ เพราะผมรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์นั้นืหน้าที่เป็นภาพเสนอของการสมคบคิดซึ่งปลอมแปลงความเป็นจริง และ จักรวาล จักรวาลของพวกนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น พวกเขาเสพติดความจริง และต้องมีอะไรที่เป็นจริงมากๆติดมืออยุ่เสมอ เรามีเครื่องจักรซึ่งสร้างขึ้นด้วยความประณีตซึ่งผมรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำลายมันลงให้ราบคาบ เพื่อให้เป็นเช่นนั้น เราจ้องการคนที่เข้าใจกลไกของการทำงานของเครื่องจักร -สื่อสารมวลชน- เหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ

WILLIAM S. BURROUGH

จาก บทสัมภาษณ์ สนทนา กับ วิลลเลียม เอส เบอร์โรห์ส โดย เกรเกอรี่ คอร์โว และ อัลเลน กินส์เบริ์ก

จาก หนังสือ UNDERGROUND BULETEEN ฉบับ 11

 

ห้องสมุดของชูมาน 2 : มาตานุสติ

Posted in shuman's library on กรกฎาคม 1, 2007 by shuman

    แสงแดดสาดลำต้องฝุ่นละอองในห้องสมุดของเธอ ชูมานเข้ามานอนอยู่บนพื้น จ้องมองชั้นหนังสือชั้นล่างสุดที่ตรงกับระดับสายตา เธอเผลอหลับแล้วฝันไป ขณะนอนอยู่บนพื้นห้อง แสงแดดที่แรกเริ่มจับอยู่บนกรอบหน้าต่าง ไล่เลื่อนลงมาสาดต้องบนแก้มเธอให้รู้สึกผ่าวร้อน ราวกับแสงแดดลักลอบจุมพิต ในฝัน เธอหลุดเข้าไปอยู่ในหนังสือเก่าแก่บางเล่มที่เธอเปิดออกอ่านก่อนหลับไป  

 

หนังสือสองสามเล่มวางอยู่บนโต๊ะ บางทีคนรักของเธออาจนำมาวางไว้ เขาชอบไปร้านหนังสือในตอนเช้าวันอาทิตย์ ใช้เวลายาวนาน ในตอนเปิดร้านใหม่ๆ เลือกหนังสือ โดยมากตอนเช้าผู้คนชอบมาซื้อนิตยสาร หรือหนังสือพิมพ์ ที่ว่างระหว่างชั้นหนังสือ ในแสงแดดสายจึงกลายเป็นอาณาจักส่วนบุคคล เธอไม่รู้ว่าเขามาที่นี่ตอนไหน อาจเป็นตอนเธอหลับ วางหนังสือทิ้งไว้ แล้วไปโดยไม่บอกกล่าว ละลายกลายเป็นแสงแดดที่สาดต้องเสี้ยวหน้าของเธอ  และตลอดวัน ชูมานจมดิ่งลงไปในหนังสือเหล่านั้น

 

    มาตานุสติ  : แดนอรัญ แสงทอง

  ชูมานรู้สึกหายใจไม่ออกตลอดเวลาที่เธออ่านหนังสือเล่มนี้ ทุกอย่างมืดดำลงเหมือนดวงอาทิตย์ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษไข อากาศเหนียวหนืดเหมือนจะกลายเป็นของเหลว เข้มข้นและดำมืด ดิ่งลงไปสู่ที่ลึก จะเป็นอะไรได้ นอกจากนรก !  

 

 

มันคือเรื่องของแม่ลูกคู่หนึ่งที่ในที่สุดกำลังจะมีบ้านเป็นของตัวเอง หลังจากเร่ร่อนอาศัยในห้องเช่าเล็กแคบอัด ทั่วเมือง และพบพานกับนรก- ในรูปแบบต่างๆ นรกที่ว่าเกิดขึ้นตรงนั้น ตรงนี้ ที่นั่น ที่นี่ และแจผ่านตาทุกคนมาแล้ว หากวิธีการทำให้นรกนั้นเป็นเหตุการณ์ที่มีเลือดเนื้อ ขณะเดียวกันก็ทอดตาชาเฉย ราวกับเล่ามันด้วยมุมมองของคนนอก (ทั้งๆที่หนังสือทั้งเล่มเดินหน้าด้วยกระแสสำนึกของตัวลูกสาวที่ป่วยไข้ทางวิญญาณ)  ทำให้เหตุการณ์นั้นดูเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง- และปราศจากข้อเรียกร้องทางอารมณ์ ใดๆ นอกจากความรู้สึกอันมืด เข้มข้น ตื่นตระหนก หวาดผวา 

 

  รายงานสภาพทางภูมิศาสตร์ของอเวจีขุมต่างๆ แห่งโลกยุคใหม่ และสภาพทางจิตใจโดยสังเขปของผู้ที่อยู่ในขุมอเวจีเหล่านั้น  คำโปรยบนปกหนังสือเขียนไว้เช่นนั้น  และแดนอรัญ แสงทอง เจ้าของบทประพันธ์ ไม่รีรอที่จะลากจูงคนอ่านลงนรก ไปกับเขาด้วย  

 หนังสือเล่มนี้พูดถึงแม่ แม่ที่ไม่ได้มีความหมายว่าแม่พระ แต่หมายถึง สตรี ที่ทำทุอย่างเพื่อลูก ความเป็นแม่ที่เต็มไปด้วย ความดิบเถื่อน  ความเห็นแก่ตัว (เฉกเช่นวิถีที่แม่กระทำต่อโสเภณีนางหนึ่ง) และสัญชาตญาณดิบ ความเป็นแม่ของหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้ปรุงแต่งด้วยความคิดสวยสดงดงาม แต่มันยืนอยู่บนพื้นฐานเยี่ยงสัตว์เพศแม่ ที่สู้ยิบตาเพื่อปกป้องลูกน้อย มองอย่างเป็นธรรม ความเป็นแม่ จะสวยสดงดงามเฉพาะตากสายตาของลูกเท่านั้น ในส่วนอื่นๆยังต้งเป็นที่สงสัย (แต่มักได้รับการยกเว้นในฐานะ แม่! ) 

 

  มาตานุสติ คือการระลึกถึงแม่ หรือการระลึกถึงความเป็นแม่ ชูมานไม่แน่ใจนัก

 

 แดนอรัญ สงทอง เป็นชื่อสำคัญของนักเขียนไทย งานของเขาอาจไม่โด่งดังในไทย แต่ในนาม ของSANEH SANGSOOK (ซึ่งเป็นชื่อนามสกุลจริง) นี่คือนักเขียนไทยที่เป็นที่รู้จักในแวดวงวรรณกรรมโลก หนังสือของเขาได้รับการแปลหลายภาษา แต่ในเมืองๆไทย มันขายไม่ค่อยได้ ชูมานมีหนังสือของเขาหลายเล่ม ทั้งสมัยที่เขาแปล ฝันสีดำ (หนังสือที่ชูมานอ่านไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย แต่มันกับตรึงอยู่ในหัวยาวนาน) หรือคนโซ ไปจนถึงหนังสือ หนึ่งย่อหน้า อย่าง เงาสีขาว หนังสืออ่อนหวานอย่างเพลงรัก คนพเนจร และ ยามพราก หรือเจ้าการะเกด และ อสรพิษ เรื่องสั้นที่ไม่ได้รับการเหลียวแลในเมืองไทย แต่ได้ตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศสก่อน  ใครหลายคนบอกว่า แดนอรัญ แสงทอเป็นบ้า เขาเก็บตัวอยู่ในกระท่อม ผู้ชนะ ในจังหวัดเพชรบุรี ทุ่มเทให้กับงานเขียนเต็มเวลา โดยไม่สนใจสิ่งอื่น ความทุ่มเทขนาดนั้นทำให้เขาสร้างงานขนาดนี้ออกมาได้ ภาพปกคือภาพเงาเข้มข้นของนักเขียนผู้มีเคราเฟิ้ม มุ่งมองมายังคนอ่าน ชวนตระหนก และราวกับเตือนภัย จงระวังความดำมืดภายในหนังสือเล่มนี้ 

 

  แน่นอนในฐานะนิยาย บางครั้งการบรรยายความเหี้ยมโหดของสังคมชั้นล่าง โดยไม่นำพาปรารมภ์กับความรื่นรมย์ใดๆ (เว้นแต่เราจะนับการบรรยายแบบถึงกระดูกของเขาว่าความรื่นรมย์ ซึ่งทำไมจะนับไม่ได้เล่า) การไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ ในหนังสือเล่มนี้ทำให้มันออกจะถอยห่างจากความสมจริงอยู่บ้าง (ถ้าความหมายของความสมบูรณ์คือความสมจริง ล่ะก็) แต่ในเมื่อเขาตั้งใจอย่างยิ่งยวดที่จะจัดวางนรกให้เราเห็นผ่านชะตากรรมไร้ความปรานี(และไร้ความสงสารจากผู้เขียน )ที่มีต่อสองแม่ลูก แล้วไซร้ ภาพนรกก็ฉานฉาย เงาดำมืด ชัดแจ้ง ชูมานรู้สึกตัวเธอเหนียวหนับ ราวกับอาบด้วยคาวไคลโสมมของโลกข้างนอก ซึ่งจริงๆเสียยิ่งกว่าจริง 

 

  การอาศัยเรื่องเล่าเล็กๆน้อยๆ อันชั่วช้า ร้อยรัดเข้าไปในเหตุการณ์ที่ที่แท้กินเวลาไม่มากนัก (และดัดแปลงมาจากเรื่องเล่าทางฝั่งตะวันตก หากคลี่คลายกลายเป็นเรื่องเล่าของผู้เขียนเอง) เป็นเรื่องเล่าซ้อนเรื่องเล่า ที่ราบเนียน หดหู่ และจบลงอย่างสิ้นหวัง  

 

หนังสือที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปีนี้ 

 

คนรักของเธอเสียบกระดาษไว้ท้ายเล่ม ชูมานเห็นด้วย แต่มันทำให้เธอเหนื่อยมาก มันดูดกินวิญญาณของเธอ จนเธอแทบจะหลับผลอยไปในทันทีที่อ่าจบ  คืนนั้นเธอฝันร้าย  ความฝันเหี้ยมโหด เข้มข้นและมืดดำ ครั้งสุดท้ายที่เธอเป็นเช่นนี้ คือเมื่อเธอหลับไประหว่างการอ่าน เสียงร่ำให้ที่เงียบงัน ของเคนซาบุโร่ โอเอะ   ชูมานตื่นลืมตากลางห้องสมุดมืดสนิท หลับตาไม่ลงอีกตลอดคืน ราวกับมีคนร้ายเดินวนรอบบ้านเธอ ความชั่วร้ายประดังประเด นั่นเอง เธอตัดสินใจเปิดโคมไฟดวงเล็ก หยิบหนังสือเล่มต่อไปมาอ่าน   

 

 http://www.winbookclub.com/viewanswer.php?qid=10149