จาก ภาษา

สามัญชนนั้นเปรียบนักฝันว่าเป็นคนบ้า ก้นับว่าเขาถูกอยู่ เมื่อเขารุ้สึกว่าตัวเองจะต้องกลายเป็นคนบ้าไปแน่ๆ ถ้าหากปล่อยตัวปล่อยใจให้คุ้นเคยกับวังวนสุดหยั่งถึงภายในตนเอง เหมือนอย่างที่ศิลปิน ผู้ใฝ่ธรรม และนักปรัชญา ได้กระทำกัน เขาอาจเรียกวังวนอันมืดดำนั้นว่าวิญญาณ จิตใต้สำนึก หรือเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่จากที่นั้นเอง ที่พลังของชีวิตทุกประการได้ก่อกำเนิดขึ้น สามัญชนได้จัดตั้งเวรยามขึ้นไว้ระหว่างตัวเองกับดวงวิญญาณ ให้เป็นสามัญสำนึก เป็นระบบศีลธรรม เป็นตำรวจคอยดูแลอารักขา เขาไม่ได้เฉลียวแม้สักนิด ถึงสิ่งที่ส่งตรงออกมาจากวังวนลึกลับดำมืดแห่งดวงวิญญาณของตนเอง สิ่งนั้นมีมาก่อนจะเกิดมีผู้ตรวจตราขึ้น ข้างฝ่ายศิลปินนั้น เป็นผุ้สงสัยอยู่ตลอดเวลา ถึงอำนาจของผู้ตรวจตรานั้น ทว่าเขาไม่เคยสงสัยถึงสิ่งที่ออกมาโดยตรงจากวิญญาณของเขาเลย ศิลปินนั้นข้ามผ่านไปมาอย่างลับๆ ระหว่างดินแดนทั้งสอง ข้ามไปมาระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ระหว่างฟากนี้และฟากนั้นดังประหนึ่งว่าโลกทั้งสองล้วนเป็นบ้านของตนเอง
ในขณะที่เขาพักพิงอยุ่ฟากข้างนี้ ในฟากฝ่ายของแสงสว่างเดียวกันกับที่ประชาชนมีชีวิตอยู่ ดูเหมือนว่าความอัตคัตขาดแคลนของภาษาทุกภาษาล้วนกดทับลงมาบนตัวเขา การเป็นกวีนั้นหมายถึงชีวิตที่เจ็บปวดยิ่ง แต่ทันใดที่เขาข้ามพันไปอยุ่อีกฟากฝั่งหนึ่งในดินแดนแห่งจิตวิญญาณ เมื่อนั้นเอง ถ้อยคำล้วนหลั่งไหลพร่างพรูออกมาอย่างมหัศจรรย์ ล่องลอยจากสายลมมาสู่ตัวเขาทั่วทิศทั่วทาง ดวงดาวก็ขับขาน และหุบเขาก็ยิ้มแย้ม โลกก็ถึงซึ่งความสมบูรณ์ และนี่เองคือภาของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งไม่มีถ้อยอักษรใดขาดเกินอีก เป็นภาษาซึ่งอาจกล่าวถึงสรรพสิ่งออกมาอย่างหมดจด ที่ซึ่งสรรพสิ่งขับขานบทเพลง ที่ซึ่งสรรพสิ่งแระมวลรวมตัวและพบหนทางของมัน
จาก: ภาษา
หนังสือ : มาจากทางสายเปลี่ยว
โดย : เฮอร์มาน เฮสเส
แปล: พจนา จันทรสันติ
สำนักพิมพ์ ตถตา ;กันยายน 2528