กรุสำหรับ มกราคม, 2007

จาก ว่าด้วยบทกวี

Posted in poem without gender on มกราคม 7, 2007 by shuman

 

ที่เป็นดังนี้ก็นับว่ามีเหตุผลอยู่ เพราะหากพิจารณาจากต้นกำเนิดของบทกวีแล้ว ธรรมชาติของมันก็เป้นสิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่ง มันคือสิ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมา คือเสียงเพรียก คือเสียงร่ำร้อง คือเครื่องหมาย คือท่วงท่า คือปฏิกริยา ซึ่งดวงวิญญาณอันมีชีวิตแสดงออกเพื่อปกป้องตนเอง หรือเพื่อร่วมรับรู้ในอารมณ์ความรู้สึกในประสปการณ์ของชีวิต หากมองจากบทบาทแรกซึ่งสำคัญที่สุดในฐานะที่เป็นศักยภาพตามธรรมชาติ ก้อาจถือได้ว่าไม่มีบีบทกวีไดเลยที่อาจนำมาตัดสินตีค่าได้ เพราะภาระแรกสุดของมันก็คือการบอกกล่าวกับตัวกวีเอง  มันคือเสียงร้องของเขา คือเสียงคร้ำครวญโหยหวน  มันคือความฝันของเขา คือรอยยิ้ม คือความโกรธ ใครเลยอาจมาตัดสินถึงความฝันยามค่ำคืนของผู้อื่นด้วยอาศัยกฏเกณฑ์ทางสุนทรียศาสตร์ หรือถือเอากิริยาอาการของเราที่แสดงอออกผ่านมือและหัวด้วยท่วงท่าการเดิน และตัดสินเอาด้วยกฏเกณฑ์แห่งความถูกต้องและเหมาะสม เด็กทารกในอ้อมแขนซึ่งยัดหัวแม่มือแม่เท้าเข่าอมไว้ในปากก็ถือได้ว่าเป็นสามัญปรกติเช่นเดียวกับนักเขียนซึ่งกัดด้ามปากกาเล่น หรือเป็นเช่นนกยูงซึ่งรำแพนหาง ไม่มีไหนทำได้ดีกว่าไหน ไม่อาจถือได้ว่าใครถูกต้องเหมาะสมกว่าใคร

ทีนี้ก็ปรากฏอยุ่ว่า บทกวีนอกจากจะเป็นการปลดปล่อยกวีสู่สายธารแห่งอิสรภาพแล้ว บางครั้งมันยังหยิบยื่นความเบิกบานให้แก่คนอื่นๆด้วย มันยังอาจผลักดันสั่นไหวจิตใจของเขาได้ นั่นเองคือความงดงาม สิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อการแสดงออกอันนั้น มีธรรมชาติที่เป็นสากล ถึงแม้ใช่ว่าจะเป็นดังนี้ทั้งหมดก็ตาม

และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรอันผุพังเน่าเปื่อย ด้วยเหตุที่บทกวีอันงดงามย่อมส่งผลให้กวีกลายเป็นที่ชื่นชมยกย่อง ดังนั้นจึงหรากฏบทกวีจำนวนมากมายขึ้นในโลก ซึ่งไม่ได้มุ่งเพื่อสิ่งอันใดนอกจากพยายามที่จะให้งดงามเข้าไว้ โดยมิได้ใส่ใจกับคุณค่าดั้งเดิมของมันเลย ไม่สนใจกับบทบาทอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสาและศักดิ์สิทธิ์ของมัน ตั้งแต่ต้นมาเลย ที่บรรดาบทกวีเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้อื่น เพื่อผู้ฟัง เพื่อผู้อ่าน มันไม่ใช่ความฝัน มิใช่การเริงรำ หรือเสียงร่ำร้องของดวงวิญญาณอีกต่อไป  มันไม่ใช่การตอบสนองต่อประสปการณ์ มิใช่จินตภาพอันพร่ามัว หรือมนต์วิเศษอีกต่อไป หาใช่กริยาของผู้รู้หรือใบหน้าอันบิดเบี้ยวของคนบ้าอีกต่อไปแล้ว มันเป็นเพียงผลิตผลที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็นงานที่สานสร้างขึ้นมา เป้นขนมหวานสำหรับสาธารณชน นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อขาย  มันมีขึ้นเพื่อรับใช้ความหรรษาของผู้ซื้อ เพื่อกระตุ้นหรือเพื่อชักนำบ่ายเบน ดังนั้น บทกวีทำนองนี้จึงได้รับการยอมรับง่ายๆ เราไม่จำเป็นจะต้องอ่านงานแบบนี้อย่างจริงจังหรือดูดดื่มเลย เราไม่จำต้องทุกข์ทรมานหรือหวั่นไหวไปกับมัน เราเพียงแต่โยกตัวแกว่งไกวอย่างสำราญใจไปกับท่วงทำนองอันราบรื่นน่ารักของมันเท่านั้น

จาก: ว่าด้วยบทกวี

หนังสือ : มาจากทางสายเปลี่ยว

โดย : เฮอร์มาน เฮสเส

แปล: พจนา จันทรสันติ

สำนักพิมพ์ ตถตา  ;กันยายน 2528

จาก ภาษา

Posted in quote on มกราคม 6, 2007 by shuman

 

สามัญชนนั้นเปรียบนักฝันว่าเป็นคนบ้า ก้นับว่าเขาถูกอยู่ เมื่อเขารุ้สึกว่าตัวเองจะต้องกลายเป็นคนบ้าไปแน่ๆ ถ้าหากปล่อยตัวปล่อยใจให้คุ้นเคยกับวังวนสุดหยั่งถึงภายในตนเอง  เหมือนอย่างที่ศิลปิน ผู้ใฝ่ธรรม และนักปรัชญา ได้กระทำกัน เขาอาจเรียกวังวนอันมืดดำนั้นว่าวิญญาณ  จิตใต้สำนึก หรือเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่จากที่นั้นเอง ที่พลังของชีวิตทุกประการได้ก่อกำเนิดขึ้น  สามัญชนได้จัดตั้งเวรยามขึ้นไว้ระหว่างตัวเองกับดวงวิญญาณ  ให้เป็นสามัญสำนึก เป็นระบบศีลธรรม เป็นตำรวจคอยดูแลอารักขา เขาไม่ได้เฉลียวแม้สักนิด ถึงสิ่งที่ส่งตรงออกมาจากวังวนลึกลับดำมืดแห่งดวงวิญญาณของตนเอง  สิ่งนั้นมีมาก่อนจะเกิดมีผู้ตรวจตราขึ้น  ข้างฝ่ายศิลปินนั้น เป็นผุ้สงสัยอยู่ตลอดเวลา ถึงอำนาจของผู้ตรวจตรานั้น  ทว่าเขาไม่เคยสงสัยถึงสิ่งที่ออกมาโดยตรงจากวิญญาณของเขาเลย   ศิลปินนั้นข้ามผ่านไปมาอย่างลับๆ  ระหว่างดินแดนทั้งสอง ข้ามไปมาระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก ระหว่างฟากนี้และฟากนั้นดังประหนึ่งว่าโลกทั้งสองล้วนเป็นบ้านของตนเอง

ในขณะที่เขาพักพิงอยุ่ฟากข้างนี้ ในฟากฝ่ายของแสงสว่างเดียวกันกับที่ประชาชนมีชีวิตอยู่ ดูเหมือนว่าความอัตคัตขาดแคลนของภาษาทุกภาษาล้วนกดทับลงมาบนตัวเขา  การเป็นกวีนั้นหมายถึงชีวิตที่เจ็บปวดยิ่ง  แต่ทันใดที่เขาข้ามพันไปอยุ่อีกฟากฝั่งหนึ่งในดินแดนแห่งจิตวิญญาณ เมื่อนั้นเอง ถ้อยคำล้วนหลั่งไหลพร่างพรูออกมาอย่างมหัศจรรย์ ล่องลอยจากสายลมมาสู่ตัวเขาทั่วทิศทั่วทาง ดวงดาวก็ขับขาน และหุบเขาก็ยิ้มแย้ม โลกก็ถึงซึ่งความสมบูรณ์ และนี่เองคือภาของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งไม่มีถ้อยอักษรใดขาดเกินอีก เป็นภาษาซึ่งอาจกล่าวถึงสรรพสิ่งออกมาอย่างหมดจด ที่ซึ่งสรรพสิ่งขับขานบทเพลง ที่ซึ่งสรรพสิ่งแระมวลรวมตัวและพบหนทางของมัน

จาก: ภาษา

หนังสือ : มาจากทางสายเปลี่ยว

โดย : เฮอร์มาน เฮสเส

แปล: พจนา จันทรสันติ

สำนักพิมพ์ ตถตา  ;กันยายน 2528

จาก จดหมายถึงกวีรุ่นเยาว์

Posted in quote on มกราคม 3, 2007 by shuman

 

เหตุใดเธอจึงต้องการเป็นกวี ถ้าความต้องการนั้นเกิดขึ้นจ่กความทะเยอทะยาน ความอยากที่จะมีชื่อเสียงแล้วไซร้ ก็นับว่าเธอเลือกผิด เพราะเยอรมันในปัจจุบันนี้มิได้ใส่ใจอะไรมากนักกับพวกกวี และสามารถอยู่ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องมีคนประเภทนี้ นี้ก็เป็นเช่นเดียวกับเรื่องการหาเงินหาทอง สมมติว่าเธอเป็นกวีที่มีชื่อเสียงที่สุดในเยอรมัน (ไม่นับรวมการละคร) ถ้าเปรียบเทียบกับพวก ผู้จัดการหรือรองผู้จัดการบริษัทค้าหุ้น หรือโรงงานผลิตเข็มแล้วล่ะก็ เธอก็มีฐานะดีกว่าขอทานสักเล้กน้อยเท่านั้น

แต่อาจเป็นได้ว่า เธอไปสะดุดถูกอุดมคติที่จะเป็นกวีเข้า ก้เพราะและเห็นหวีในฐานะของสิ่งที่สดใหม่ มีคุณสมบัติริเริ่ม เป็นผู้สำรวจดูโลก และใฝ่ทางธรรม มีความบริสุทธิ์ในหัวใจ เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน  และชื่นชมในชีวิตที่อุดมไปด้วยอารมณืความรู้สึก เป็นบุคคลผู้สามารถหยั่งถึงความลี้ลับ เป็นผู้แสวงหาแรงบันดาลใจ เพื่อทำให้การดำรงอยู่เป็นสิ่งสูง อาจเป็นไปได้ที่เธอมองว่ากวีเป็นสิ่งตรงข้ามกับพวกนักล่เงิน กับผู้ใฝ่อำนาจ อาจเป็นไปได้ว่าการที่เธอดิ้นรนเพื่อทางสายนี้ มิใช่เพื่อเขียนบทกวีหรือหวังชื่อเสียง แต่เพราะเธอรู้สึกว่า กวีนั้นเป็นผู้เบิกบานอยู่ในอิสรภาพ และในความโดเดี่ยว แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความรับผิดชอบอันสูงยิ่ง  และเขาจะต้องอุทิศตัวอย่างสิ้นเชิง ถ้าอาชีพกวีของเขามิใช่สิ่งเสแสร้ง

และถาเป็นดังนี้ละก็  ก็นับว่าเธอได้เดินบนหนทางที่ถูกต้องของการเขียนกวีแล้ว ปต่มนกรณีนี้ก็เช่นกัน มันไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าต่อไปเธอจะได้เป็นกวีหรือไม่ ด้วยว่าคุณสมบัติอันสูงส่งของกวี นั่นก็คือความซื้อสัตย์ต่อตนเอง  การหยั่งลึกในธรรมชาติ การยอมรับที่จะทุ่มเทอุทิศตัวจนเกินคนสามัญ ความรับผิดชอบอย่างสูง ซึ่งอาจจะไม่พึงพอใจอะไรง่ายๆ และยินดีที่จะยอมอดหลับอดนอน เพียงเพื่อค้นหาถ้อยคำอันงดงามสักประโยคหนึ่ง แต่งคำชั้นดีออกมาสักวลีหนึ่ง  บรรดาคุณธรรมเหล่านี้  (ถ้าหากจะเรียกดังนั้น ) นับเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศ มิใช่เพียงสำหรับกวีที่แท้เท่นั้น แจ่ยังเป็นเกียรติยศของมนุษย์ที่แท้จริงด้วย มันคือเครื่องหมายของความไม่เป็นทาส ของมนุษย์ที่มิใช่จักรกล  ของมนุษยืผุ้รับผิดชอบและน่าเคารพ  ไม่ว่าเขาจะมีอาชีพใดก็ตาม

ดังนี้ ถ้าเธอนึกภาพของมนุษย์ในอุดมคติไว้เช่นนี้  ถ้าภายในของเธอไม่ได้ถูกผลักดันด้วยแรงปรารถนาที่จะมีชื่อเสียง ที่จะโด่งดังคับฟ้า ทั้งมิใช่เพื่อแสวงหาเงินและอำนาจ หากปรารถนาชีวิตที่ตกผลึกอยู่ภายในตัวเอง และไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ถ้าเป็นดังนี้แล้วไซร้ แน่ใจได้เลยว่าเธอยังไม่ได้เป็นกวีหรอก หากแต่เธอเป็นพี่น้องของกวี เป็นเผ่าพันธุเดียวกัน และนี่เอง ที่ทำให้ การเขียนกวีของเธอแฝงไว้ด้วยความหมายอันลึกซึ้ง

จาก: จดหมายถึงกวีรุ่นเยาว์

หนังสือ : มาจากทางสายเปลี่ยว

โดย : เฮอร์มาน เฮสเส

แปล: พจนา จันทรสันติ

สำนักพิมพ์ ตถตา  ;กันยายน 2528